ประวัติโกโบริ

ประวัติโกโบริ

นวนิยายอมตะ ประวัติโกโบริ และภาพยนตร์เรื่องคู่กรรมเรื่องโกโบริ. และอังศุมาลินทำให้คนไทยรู้สึกดีต่อคนญี่ปุ่น แต่ถ้ามองในระบบการก่อหนี้ในสังคมญี่ปุ่นคนญี่ปุ่นบางคนมองว่าโกโบริเป็นคนทรยศเนื่องจากพฤติกรรมของโกโบริ ขัดกับระบบความเชื่อเกี่ยวกับภาระผูกพันต่อชาติ

ก่อนที่จะอธิบายเรื่องราวของโกโบริต้องพูดถึงคติทางสังคมของญี่ปุ่นสังคมญี่ปุ่นขึ้นชื่อเรื่องระเบียบวินัย และความรักชาติจากอดีตสิ่งที่ยึดมั่นในสังคมญี่ปุ่นในการรักษาความสามัคคีและความสำคัญทางศีลธรรมของกลุ่มมากกว่าความเป็นปัจเจกบุคคลคือภาระหน้าที่ที่สังคมกำหนดให้สมาชิกปฏิบัติตามในด้านต่างๆเช่นครอบครัวครอบครัว

และประเทศที่ความคิดเห็นของยุพาคลังสุวรรณนักวิชาการที่ศึกษาสังคมญี่ปุ่นและรวบรวมไว้ในหนังสือ “ญี่ปุ่นสร้างชาติด้วยความรักและภักดี” เห็นว่าความรับผิดชอบต่างๆมีมากมายที่ชาวญี่ปุ่นต้องทำและพวกเขามีขึ้นเพื่อสร้าง สันติภาพที่นำไปสู่ความสามัคคี

ยุพาคลังสุวรรณอธิบายว่าสังคมญี่ปุ่นเป็นสังคมที่มีลำดับชั้น คนที่อยู่ในลำดับชั้นต่างกันมีภาระหน้าที่ของตัวเองตามกฎของสังคมญี่ปุ่นสำหรับสมาชิกที่ต้องปฏิบัติสำหรับผู้ที่ละเลยเส้นทางพวกเขาจะถูกตัดสินว่าอยู่ในสถานที่ที่ไม่ถูกต้อง

รูปแบบพฤติกรรมที่สังคมญี่ปุ่นกำหนดขึ้นสำหรับคนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นเพศไหนวัยไหนและมีอาชีพอะไร. ตราบใดที่พวกเขาเป็นสมาชิกของสังคมญี่ปุ่นพวกเขาต้องปฏิบัติตามรูปแบบพฤติกรรมบางอย่าง

ต้นกำเนิดของความผูกพันและรูปแบบพฤติกรรมทางสังคมนี้อาจสืบย้อนไปถึงอิทธิพลจากสังคมในอดีตที่ต้องอยู่ร่วมกัน ช่วยปลูกฝังและป้องกันอันตรายจากภายนอกการช่วยเหลือซึ่งกันและกันส่งผลให้สมาชิกมีพันธะผูกพันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ชุมชนที่มีอยู่หรือครอบครัวขนาดเล็กเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวขนาดใหญ่ (ประเทศ) ที่สังคมญี่ปุ่นได้กำหนดภาระหน้าที่ที่แข็งแกร่งที่จะทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้อย่างราบรื่นเช่น Onkiiri Ninjo

ประวัติโกโบริ

The immortal novel and the karmic couple film about Kobori. And Angsumalin made Thai people feel good to Japanese people But if you look at the Japanese debt system, some Japanese people see Kobori as a traitor due to Kobori’s behavior. Contrary to the belief system regarding the national obligation.

Before explaining the story of Kobori, one must talk about Japanese social motto. Japanese society is known for its discipline. And patriotism from the past, what adheres to Japanese society in maintaining the unity and moral importance of the group rather than the individuality is the obligation that society directs its members to comply with in areas such as family, family.

And the country where the opinions of Yupa Klangsuwan, scholars who study Japanese society and compiled in a book. “Japan built a nation with love and loyalty” saw that there were many responsibilities that the Japanese had to do and that they had to create. Peace that leads to unity.

Yupa Klangsuwan explains that Japanese society is a hierarchical society. People in different hierarchies have their own obligations according to Japanese society rules for members to act, for those who neglect their routes, they will be judged in the wrong place.

The behavior pattern established by Japanese society for all groups of people. Regardless of your gender, age and career. As long as they are members of Japanese society, they must follow certain patterns of behavior.

The origins of this bond and social behavior patterns may be traced to influences from past societies that had to coexist. Help to cultivate and protect against external dangers, helping each other make members bond and help each other. Existing communities or small families are part of a large family (country) where Japanese society has placed a strong obligation to keep everyone together smoothly, such as Onkiiri Ninjo.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

จูกัดเหลียง

จูกัดเหลียง ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษายุทธศาสตร์ของ King Liu Bei ในตำแหน่งเสนาธิการและหัวหน้า Shu Kok ทั้งความสามารถในด้านการเมืองการทูตปราชญ์วิศวกรและได้ชื่อว่าเป็นนักประดิษฐ์คนสำคัญ. โดยประดิษฐ์หมั่นโถวหน้าไม้กลโคมลอยและระบบชลประทาน

ศิลปินมักจะวาดภาพจูกัดเหลียงในชุดปราชญ์ยาวสวมหมวกและถือพัดนกกระเรียน (บางครั้งก็เป็นขนห่าน) ในมือของเขา

โดยที่จูกัดเหลียงเป็นชื่อรองเป็นบุตรชายคนที่สองของจูกัดอากุ่ยขุนนางของพระเจ้าเนิร์ดแท จูกัดเหลียงมีพี่ชายและน้องชายหนึ่งคนชื่อจูกัดไส้พี่ชายเป็นที่ปรึกษาของอู๋เกอและจูกัดจินน้องชาย

จูกัดเหลียงเป็นคนฉลาด รอบรู้ในทุกวิชาวิทยาศาสตร์โหราศาสตร์การเมืองการปกครองการทูตและแม้แต่ไสยศาสตร์ มีนิสัยสงบมีน้ำใจชอบลองดีกับคนที่อวดเก่งรวยด้วยคำพูดและศิลปะใช้ชีวิตอย่างสันติกับชาวบ้านเชิงเขาเงาะแลง

โดยการช่วยเหลือชาวบ้านในการทำนาจนเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านเจิ้งเล้งมักจะพูดคุยกับผู้รู้ร่วมกับเพื่อนร่วมวง ได้แก่ Qixi สื่อมวลชนกวงเหงียนเมิ่งกงเหว่ยและซูพุง

และจูกัดเหลียงมักจะยกตัวเองขึ้นเทียบกับขวัญถงและงักเย สองนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ในยุคชุนชิวและราชวงศ์ฉินซึ่งเพื่อน ๆ มักจะแปลกใจว่าเจิ้งเหลียงกล้ายกย่องตัวเองได้อย่างไรมีเพียงจื้อซีที่เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องเกินจริงที่จะเกินจริง

จูกัดเหลียง

Zhuge Liang has served as King Liu Bei’s Strategic Adviser as Chief of Staff and Chief of Shu Kok, both capable of politics, diplomacy, philosopher, engineer and known as a key inventor. By inventing Mantou, mechanical crossbow, floating lantern and irrigation system


The artist often depicts Zhuge Liang in a long sage costume, wearing a hat and holding a crane fan. (Sometimes a goose down) in his hand.

Zhuge Liang is the second son of Zhuge Akui, the nobleman of the Nerdtae. Zhuge Liang has an older brother and a younger brother named Zhuge Gut. The older brother is Wu Ge’s adviser and his younger brother Zhuge Jin.

Zhuge Liang is a smart person. Known in all subjects of science, astrology, politics, governance, diplomacy and even superstition. Have a calm disposition, love, try well with people who show off, get rich in words and art, live in peace with the villagers at the foot of Rambutan Mountain.

By helping villagers in farming, Zheng Leng villagers often talked with their peers, including Qixi. And Supung.

And Zhuge Liang often raised himself compared to Kwan Tong and Nggye. The two great philosophers of the Chunqiu and Qin Dynasty, who were often surprised at how Zheng Liang dared to praise himself, only Zhixi believed that it was not an exaggeration to be exaggerated

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

ประวัติศาสตร์รัสเซีย

ประวัติศาสตร์รัสเซีย เริ่มต้นเมื่อชาวสลาฟตะวันออกก่อตั้งอาณาจักรเคียฟ และรับเอาคริสต์ศาสนามาจากอาณาจักรไบแซนไทน์ในปี 1531 ในปี 1783 อาณาจักรคีวานรัสถูกทำลายจากการรุกรานของอาณาจักรมองโกล

หลังจากศตวรรษที่ 13 มอสโกค่อยๆพัฒนาจนกลายเป็นศูนย์กลางศิลปะและวัฒนธรรม ในศตวรรษที่ 15 รัฐมอสโกถูกครอบงำโดยจักรวรรดิรัสเซีย ซึ่งได้ขยายอาณาเขตไปยังโปแลนด์ทางด้านตะวันออกจรดมหาสมุทรแปซิฟิก

จนกระทั่งถึงสมัยของพระเจ้าซาร์อีวานที่ 3 ในปี พ.ศ. 2566 พระองค์ได้หยุดส่งบรรณาการไปยังมองโกเลีย และประกาศเอกราชไม่ได้เป็นผู้พันมองโกเลียอีกต่อไป หลังจากเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ส่งผลให้รัสเซียประสบปัญหาในการพัฒนาประเทศอุตสาหกรรม

การดำรงชีวิตของประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากอย่างมาก กำลังทหารและเศรษฐกิจรัสเซียอยู่ในระดับวิกฤต ในที่สุดพรรคคอมมิวนิสต์ได้ทำการปฏิวัติในปีพ. ศ. 2460 ซึ่งนำไปสู่การก่อตัวของสหภาพโซเวียต เป็นประเทศแรกในโลกที่ปกครองด้วยระบอบคอมมิวนิสต์

ประวัติศาสตร์รัสเซีย

Russian history It started when the Eastern Slavs founded the Kiev Empire. And adopted Christianity from the Byzantine Empire in 1531. In 1783 the Kivanrus Empire was destroyed by the invasion of the Mongol Empire.

After the 13th century, Moscow gradually developed into a center of art and culture. In the 15th century, the state of Moscow was dominated by the Russian Empire. Which has expanded its territory to Poland On the east side to the Pacific Ocean

Until the time of Tsar Ivan III in the year 2023 he stopped sending tributes to Mongolia. And proclaimed independence, no longer a colonel of Mongolia. After participating in the First World War As a result, Russia faces difficulties in developing an industrialized country.

The people’s livelihoods are in extreme difficulty. Military force and the Russian economy are in a critical level. The Communist Party eventually launched a revolution in 1917, leading to the formation of the Soviet Union. It was the first country in the world to rule with a communist regime.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

สงครามที่ไม่เคยชนะ

สงครามที่ไม่เคยชนะ การปรองดองไม่ได้เกิดขึ้นจริงเพียงครั้งเดียวหลังจากการยึดอำนาจของกองทัพในปี 2549 รัฐบาลทักษิณชินวัตรถูกยึดอำนาจโดยพล. อ. สนธิบุญยรัตกลินผบ. ทบ. ด้วยความตั้งใจที่จะมอบให้กับการจัดการความขัดแย้งใน 3 จังหวัดภาคใต้โดยเฉพาะรัฐบาลทักษิณถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่แม้จะมีทางเลือกที่ใกล้ชิดและไว้วางใจมากมายในการโพสต์เป็น CTP แต่ไม่ได้เลือก

อาจจะเป็นโชคชะตาหรือวิกฤตอะไรก็ตามของประเทศที่วันนั้นยืดยาวมาจนถึงวันนี้ การยึดอำนาจในวันนั้นประเทศไทยติดอยู่ในวิกฤตทางการเมือง จนถึงวันนี้ส่งไม้ต่อรุ่นเป็นการแข่งขันระหว่างประชาชนกับทหารในระบอบประชาธิปไตย บนจุดยืนที่แตกต่างกัน

สาเหตุของการรัฐประหาร 13 ครั้งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเป็นเหตุผลลึก ๆ ประการหนึ่ง แต่การปะทุตั้งแต่ปี 2549 เป็นการเปิดฉากการเล่นของทั้งสองฝ่าย ผลัดกันผลัดกันรับ. ทุกศึกไม่มีใครแพ้ใครชนะ การสูญเสียพลเมืองทั้งสองฝ่ายกองทัพไม่เคยได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด คนไม่เคยได้รับรางวัลจริงๆ

สงครามที่ไม่เคยชนะ

Reconciliation did not come true a single time after the military seizure of power in 2006, the Thaksin Shinawatra government was seized power by Gen. Sonthi Boonyaratklin, the D.D.S. Come with hands to intend to give in Addressing conflicts in the three southern provinces, in particular, it is said to be a big mistake made by the Thaksin government, despite having many close and trusting options for posting as CTP. But didn’t choose

May be destiny Or whatever Crisis of the country That day stretches until today. Taking power on that day, Thailand was stuck in a political crisis. Until today Send wood model per model It is a competition between the people and the military in democracy. On a different stand

The reason for the 13 coups that happened in Thailand is one deep reason. But the eruption since 2006 was the opening of the play for both sides. Take turns, take turns, take turns. Every battle, no one loses, one wins. Loss of citizens on both sides The army has never won decisively. People have never really won.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

อุษาคเนย์

อุษาคเนย์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นอนุภูมิภาคของเอเชียประกอบด้วยประเทศที่ทางทิศเหนือมีพรมแดนติดกับจีนตะวันตกถึงอินเดียทางทิศตะวันออกติดกับปาปัวนิวกินี และทางใต้ติดกับออสเตรเลียภูมิภาคนี้เป็นภูมิภาคเดียวในเอเชียที่บางส่วนอยู่ในซีกโลกใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบ่งออกเป็นสองภูมิภาคทางภูมิศาสตร์:

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เรียกว่าคาบสมุทรอินโดจีนและอินโดจีนในอดีต ได้แก่ กัมพูชาลาวเมียนมาร์มาเลเซียตะวันตกไทยและเวียดนาม

ทะเลที่รู้จักกันในชื่อหมู่เกาะมาเลย์และหมู่เกาะนูซานตาราเดิม ได้แก่ หมู่เกาะอันดามันและนิโคบาร์ (อินเดีย) บรูไนมาเลเซียตะวันออกติมอร์ตะวันออกอินโดนีเซีย (ยกเว้นนิวกินีตะวันตกที่อยู่ในโอเชียเนีย) ฟิลิปปินส์และสิงคโปร์

ภูมิภาคนี้อยู่ที่รอยต่อของแผ่นทวีปหลายแผ่นที่ยังคงมีแผ่นดินไหวรุนแรงและการปะทุของภูเขาไฟอย่างต่อเนื่อง แผ่นพื้นหลักคือซุนดาซึ่งมีอยู่ในทุกพื้นที่ของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยกเว้นพม่าทางตอนเหนือของประเทศไทย ทางตอนเหนือของลาวและเวียดนามและเกาะฟิลิปปินส์ของเทือกเขาลูซอนในเมียนมาร์

ประเทศไทยและคาบสมุทรมาเลเซียเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาแอลป์ – หิมาลัย หมู่เกาะฟิลิปปินส์เป็นส่วนหนึ่งของวงแหวนแห่งไฟ อินโดนีเซียเป็นที่ที่ภูเขาสองลูกมาบรรจบกันทำให้เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง

อุษาคเนย์

อุษาคเนย์

Southeast AsiaSoutheast Asia, or Southeast Asia, is a sub-region of Asia, consisting of countries in the north bordering western China to India, in the east bordering Papua New Guinea. And in the south to Australia, this is the only region in Asia that is partially in the Southern Hemisphere. Southeast Asia is divided into two geographic regions:

Southeast Asia was referred to as the Indochina and Indochina penins in the past: Cambodia, Laos, Myanmar, Western Malaysia, Thailand and Vietnam.

The sea, formerly known as the Malay and Nusantara Islands, was the Andaman and Nicobar Islands (India), Brunei, East Malaysia, East Timor, Indonesia. (Except Western New Guinea which is in Oceania), Philippines and Singapore

This region is at the junction of many continental plates, which continues to experience severe earthquakes and volcanic eruptions. The main slab is Sunda, which is found in all areas of Southeast Asian countries except Burma in the north of Thailand. North of Laos and Vietnam and the Philippine island of Luzon in Myanmar.

Thailand and the Malaysian peninsula are part of the Alps – Himalayas, the Philippine Islands are part of the Ring of Fire. Indonesia is where two mountains meet, causing frequent earthquakes and volcanic eruptions.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

ประวัติศาสตร์ไทยก่อนสุโขทัย

ประวัติศาสตร์ไทยก่อนสุโขทัย ในบริเวณที่ประเทศไทยตั้งอยู่ปัจจุบันนักโบราณคดีขุดพบเครื่องมือหินกะเทาะ หลักฐานการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์โบราณย้อนหลังไปถึง 500,000 ปีและต่อมาเมื่อคนโบราณเปลี่ยนวิถีชีวิตจากการล่าสัตว์หาของป่ามาเป็นการทำไร่

ชุมชนยังขยายตัวเป็นเมือง เป็นอาณาจักรต่อมาจากบันทึกอย่างเป็นทางการของจีนและบันทึกของพระจีนในพุทธศตวรรษที่ 12 บ่งชี้ว่าในเวลานั้นมีการก่อตั้งอาณาจักรมากมาย ทวารวดี, เจนละ, ละโว้, ฟูนัน, เขมร

หรือแม้แต่ทางใต้ก็มีอาณาจักรลังกาสุกะอย่างไรก็ตามในหลาย ๆ คนเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ของชนชาติไทยเรามีจุดเริ่มต้นด้วยการก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัย ซึ่งตั้งขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 หลังการล่มสลายของอาณาจักรขอม

ต่อมาอาณาจักรสุโขทัยเรืองอำนาจ และถูกผนวกเข้ากับอาณาจักรอยุธยาหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาพ่ายแพ้แก่กองทัพพม่าประชาชนได้อพยพไปตั้งเมืองหลวงใหม่ที่กรุงธนบุรี และย้ายมาอยู่ที่กรุงรัตนโกสินทร์จนถึงปัจจุบันนี่คือนามธรรมของประวัติศาสตร์ไทยที่แทบทุกคนจำได้ แต่คนที่ก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยคือใคร? เพื่อที่จะตอบคำถามนี้คุณต้องเข้าใจว่าความเป็นจริงคือเรื่องราวของคนไทยไม่ได้ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างเท่านั้น

ญาติพี่น้องที่บรรพบุรุษของเราอาศัยอยู่มากมายทั้งในและนอกประเทศไทย การศึกษาประวัติศาสตร์ของคนไทยนอกบ้านนอกจากจะเป็นการเปิดเผยเรื่องราวของพวกเขาแล้วยังช่วยฉายภาพความรู้ของเราให้เห็นชัดเจนมากขึ้นถึงชาติกำเนิดของเราเอง

ประวัติศาสตร์ไทยก่อนสุโขทัย

In the area where Thailand is today, archaeologists have unearthed a cracker stone tool. Evidence of ancient human settlements dates back 500,000 years and later when the ancients switched from wild hunting to farming.

Community continues to expand into cities. It was a subsequent empire from the official records of China and the records of Chinese monks in the 12th century, indicating that at that time many empires were established Dvaravati, Chenla, Lavo, Funan, Khmer.

Or even in the south, there is the Kingdom of Langkasuka. However, many people understand that the history of the Thai people has its beginning with the establishment of the Sukhothai Kingdom. Which was established in the 18th century after the fall of the Khmer kingdom.

Later, the kingdom of Sukhothai reigns supreme. And was annexed to the Ayutthaya Kingdom. After Ayutthaya was defeated by the Burmese army, people had evacuated to set up a new capital at Krung Thon Buri. And moved to Rattanakosin until now, this is an abstract of Thai history that almost everyone can remember But who was the person who founded the Sukhothai Kingdom? In order to answer this question, you need to understand that the truth is that the story of the Thai people does not cover only the lower Chao Phraya River basin.

Relatives where our ancestors lived in and out of Thailand. Studying the history of Thai people outside the home, not only revealing their stories, but also helps to shed more light on our knowledge of our own hometown.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย ครอบคลุมเมืองหลวงเก่าสุโขทัยศูนย์กลางการปกครองของอาณาจักรสุโขทัยซึ่งมีอำนาจอยู่ทางภาคเหนือตอนล่างของประเทศไทยระหว่างพุทธศตวรรษที่ 18-19 ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเก่า (เทศบาลต. เมืองเก่า)

อำเภอเมืองสุโขทัยสุโขทัยห่างจากตัวเมืองสุโขทัยในปัจจุบัน (เทศบาลเมืองสุโขทัยธานี) ไปทางทิศตะวันตกประมาณ 12 กิโลเมตรตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 12 (ถนนจรดวิถีถ่อง)

ผังเมืองสุโขทัยมีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณ 2 กิโลเมตรกว้าง 1.6 กิโลเมตรโดยมีประตูเมืองอยู่ตรงกลางกำแพงเมืองแต่ละด้าน ภายในร่องรอยพระราชวังและวัด 26 แห่งวัดที่ใหญ่ที่สุดคือวัดมหาธาตุ สวนสาธารณะได้รับการปรับปรุงโดยกรมศิลปากรโดยได้รับความช่วยเหลือจากยูเนสโก มีผู้เข้าชมหลายแสนคนต่อปี ซึ่งสามารถเดินเท้าหรือปั่นจักรยานท่องเที่ยวได้

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัยได้รับการคุ้มครองครั้งแรกโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 92 ตอนที่ 112 ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2504 ในปี พ.ศ. 2519 โครงการบูรณะอุทยานแห่งนี้ได้รับการอนุมัติ และเปิดอย่างเป็นทางการในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2531 ในวันที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2534

องค์การยูเนสโกได้ประกาศให้อุทยานแห่งนี้เป็นมรดกโลกร่วมกับอุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชรและศรีสัชนาลัยภายใต้ชื่อ “ เมืองประวัติศาสตร์สุโขทัยและเมืองบริวาร”

อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย


The Sukhothai Historical Park covers the ancient capital, Sukhothai, the administrative center of the Sukhothai Kingdom, which dominated the lower north of Thailand during the 18th-19th Buddhist centuries. >

Muang Sukhothai District, Sukhothai, far from the city of Sukhothai today. (Sukhothai Thani Municipality) to the west for about 12 kilometers along National Highway No. 12 (Jarodwithi Thong Road)


The city plan of Sukhothai is rectangular, approximately 2 kilometers long and 1.6 kilometers wide, with the city gate in the middle of the city wall on each side. Within 26 royal palaces and temples, the largest temple is Wat Mahathat. The park was renovated by the Fine Arts Department with help from UNESCO. It has hundreds of thousands of visitors per year. Which can be reached on foot or on a bicycle tour.

Sukhothai Historical Park was first protected by publication in the Government Gazette, Volume 92, Section 112, dated August 2, 1961. In 1976, the restoration project of the park was approved. And officially opened in July 1988 on December 12, 1991.

UNESCO has declared this park a World Heritage site in conjunction with Kamphaeng Phet and Si Satchanalai Historical Park under the title “Sukhothai Historical City and Acropolis”

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

ประวัติของสี

ประวัติของสี เริ่มทำในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในยุโรปโดยคนก่อนประวัติศาสตร์ในยุคหินตอนปลาย (ประมาณ 25000-30000 ปี) ชื่อเสียงในยุคนี้พบในฝรั่งเศสและสเปนในประเทศไทยกรมศิลปากรพบภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์บนผนังถ้ำและเพิงหินในสถานที่ต่างๆมีอายุระหว่าง 1,500-4,000 ปียุคหินใหม่

และยุคโลหะ ถูกค้นพบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2465 โดยพบครั้งแรกบนผนังถ้ำในอ่าวพังงาต่อมามีการค้นพบใหม่ซึ่งมีอยู่ทั่วไปเช่นจังหวัดกาญจนบุรีอุทัยธานีเป็นต้น

มีหลายสีที่แตกต่างกัน ที่มาของสีและวิธีการผสมตลอดจนความรู้สึกที่มีต่อสีของมนุษย์แต่ละกลุ่มนั้นไม่เหมือนกันและสีที่ปรากฏนั้นเกิดจากสีหลักในลักษณะที่แตกต่างกันไปตามประเภทของสี

สีหลักขององค์ประกอบหมายถึง “วัตถุที่มีสี” สามารถระบายย้อมและผสมได้เนื่องจากมีพื้นผิวและสีเหมือนกัน เรียกอีกอย่างว่าสีหลักของจิตรกรสีต่างๆจะมีอีกมากมาย ด้วยการผสมผสานระหว่างสีหลักซึ่งมีให้เลือก 3 สีด้วยกัน ได้แก่

  1. สีน้ำเงิน (PRUSSIAN BLUE)
  2. สีแดง (CRIMSON LEKE)
  3. สีเหลือง (GAMBOGE TINT)

ประวัติของสี

It began in prehistoric times in Europe by prehistoric peoples in the Late Stone Age (approximately 25000-30000 years). The reputation of this era was found in France and Spain. In Thailand, the Fine Arts Department found prehistoric paintings on the walls of caves and sheds. The rocks in various locations were between 1,500-4,000 years old and the Neolithic.

and the metal age It was discovered since 1922, it was first found on the wall of a cave in Phang Nga Bay, later new discoveries that are common, such as Kanchanaburi, Uthai Thani, etc.

Many different colors are available. The origin of colors and their mixing methods, as well as how they perceive the colors of each group of humans, are not the same, and their appearance is caused by primary colors in a way that differs depending on the type of color. The element’s primary color means “Colored objects” can be colored, dyed and blended because they have the same texture and color. Also known as the main painter color, there will be many more colors. With a combination of the main colors which are available in 3 colors:

  1. Blue (PRUSSIAN BLUE)
  2. Red (CRIMSON LEKE)
  3. Yellow (GAMBOGE TINT)

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

จังหวัดสมุทรสาคร

จังหวัดสมุทรสาคร เป็นจังหวัดชายฝั่งทะเล ตั้งอยู่ปากแม่น้ำท่าจีน. หลักฐานทางประวัติศาสตร์กล่าวว่าในสมัยอยุธยาสมุทรสาครเดิมเป็นชุมชนใหญ่ที่ชาวจีนนำเรือสำเภามาเทียบท่าค้าขายค้าขายและอาศัยอยู่มากจึงเรียกว่าบ้านท่าจีนตั้งอยู่บริเวณปากอ่าวไทย

สมัยพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 2099) โปรดให้ยกบ้านท่าจีนเป็นเมืองสกลนครให้เป็นเมืองระดมพลในช่วงสงครามและเป็นเมืองหน้าด่านในการป้องกันผู้รุกรานทางทะเล

ในสมัยรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ทรงปฏิญาณว่าจะเปลี่ยนชื่อเมืองสกลนครเป็นสมุทรสาคร ต่อมาในปี พ.ศ. 2440 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) มีพระราชดำริให้ปฏิรูปการปกครองส่วนภูมิภาคเป็นมณฑลเทศาภิบาล และทรงมีพระราชดำริที่จะสร้างความเจริญให้กับท้องถิ่น

ใช้แบบสุขภัณฑ์และเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2448 พ.ศ. 2448 ถือได้ว่าเป็นสถานที่สุขาภิบาลแห่งแรกในประเทศไทย ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) (พ.ศ. 2456)

โปรดเกล้าฯให้รัฐบาลเปลี่ยนคำว่า “เมือง” เป็น “จังหวัด” ทั่วราชอาณาจักร “เมืองสมุทรสาคร” ได้เปลี่ยนเป็นจังหวัดสมุทรสาครจนถึงปัจจุบัน

จังหวัดสมุทรสาคร

จังหวัดสมุทรสาคร

Samut Sakhon Province is a coastal province. Located at the mouth of the Tha Chin River. Historical evidence says that during the Ayutthaya period, Samut Sakhon was originally a large community where the Chinese people brought junk boats to their trading ports and lived a lot, so they called Ban Tha Chin, located at the mouth of the Thai estuary.

In the reign of the Great Emperor of Ayudhya (AD 2099), Ban Tha Chin was a city Sakon Nakhon to be a city for mobilization during the war and as a front-line city to protect against marine invaders.

In the Rattanakosin period, King Rama IV (Rama IV) vowed to change the name of Sakon Nakhon to Samut Sakhon. Ratchadamri to reform the provincial administration to be the province of Thapiban. And His Majesty has a royal initiative to create prosperity in the local area.

Used as sanitary ware and on March 18, 1905, 1905 it was considered the first sanitary facility in Thailand. Later in the reign of King Rama VI (King Rama VI) (1913)

Please the government to change the word “city” to “province” throughout the kingdom. “Muang Samut Sakhon” has changed to Samut Sakhon province until now.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

แผนที่ฝรั่งโบราณ

แผนที่ฝรั่งโบราณ หากเอ่ยชื่ออังกฤษในประวัติศาสตร์เราคงนึกถึง Bowring (เซอร์จอห์นโบว์ริง) หรือแหม่มแอนนา (Anna Leonowens) และถ้าเป็นแผนที่อังกฤษ เราอาจนึกถึงแผนที่สยามขนาดใหญ่ในหอจดหมายเหตุ Crawfurd (John Crawfurd, 1828) หรือแผนที่สยามโดย McCarthy (James McCarthy, 1888) ทั้ง Bowring และ Anna Crafford และ McCarthy ต่างก็เป็น “คนดี” ที่เข้ามาในสมัยรัตนโกสินทร์ น้อยคนนักที่จะรู้จักไวท์ (Samuel White)

หรือมอร์เดน (โรเบิร์ตมอร์เดน) พ่อค้าและช่างทำแผนที่ชาวอังกฤษสมัยอยุธยาก็ไม่แปลกเพราะในเวลานั้นอังกฤษแทบไม่มีบทบาท ชาวต่างชาติที่เข้ามามีบทบาทและดึงดูด ได้แก่ โปรตุเกสฝรั่งเศสดัตช์และญี่ปุ่นเป็นต้น

ฉันเคยให้ข้อมูลในหนังสือเล่มหนึ่ง “ องค์ประกอบแผนที่: ประวัติศาสตร์ – ภูมิศาสตร์ – การเมือง” (กรุงเทพฯ: 2555) ว่าแผนที่สยามฉบับแรกของอังกฤษเขียนโดยมอร์เดน (Robert Morden,“ A New Map of India beyond Ganges”) เผยแพร่ในลอนดอน, 1680/2223 ฉันมี ยืนยันข้อมูลนี้เสมอ จนกระทั่งฉันค้นพบแผนที่นี้

นี่คือคาบสมุทรอินเดียในแม่น้ำคงคา (ขนาด 93 x 55 มม.) จากหนังสือ Atlas Minimus หรือหนังสือภูมิศาสตร์ที่แสดงถึงจักรวรรดิราชาธิปไตยราชอาณาจักรภูมิภาคการปกครองหลักและประเทศต่างๆทั่วโลก John Seller พิมพ์ในลอนดอนราว พ.ศ. 1678-9 / ค.ศ. 2221-2 ตรงกับสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชหรือเมื่อ 1-2 ปีที่แล้ว แผนที่โดยมอร์เดน

แผนที่ฝรั่งโบราณ

If you mention the British name in history, you might think of Bowring (Sir John Bowring) or Madam Anna (Anna Leonowens). We might think of the large Siam map in the Crawfurd Archives (John Crawfurd, 1828) or the Siam Map by McCarthy (James McCarthy, 1888). Few people know White (Samuel White).

or Morden (Robert Morden) British merchant and cartographer during the Ayutthaya period, it was not strange because at that time England had little role. Foreigners who come to play a role and attract are Portuguese, French, Dutch and Japanese, etc.

I previously provided information in a book “Map Elements: History – Geography – Politics” (Bangkok: 2012) that the first English map of Siam was written by Morden (Robert Morden, “A New Map of India beyond Ganges. Published in London, 1680/2223 I have always verified this information. Until I found this map.

This is the Indian Peninsula in the Ganges (93 x 55 mm) from Atlas Minimus, or the geography book of empires, monarchies, kingdoms, regions, main rulings and countries around the world. London, around 1678-9 / 1721-2, coinciding with King Narai the Great, or 1-2 years ago, a map by Morden.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google