วันวิสาขบูชา

ประวัติของ วันวิสาขบูชา วันนี้ปรากฏในหลักฐานที่มีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยในฐานะเมืองหลวงซึ่งสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นแบบอย่างจากลังกานั่นคือประมาณ 420 ปีก่อนคริสตกาล ราชาแห่งลังกาดำเนินพิธีวิสาขบูชาเพื่อเสนอให้ชาวพุทธกษัตริย์แห่งลังกายังคงติดตามในรัชสมัยของพระองค์ แม้ว่าปัจจุบันยังคงเปิดดำเนินการอยู่

สมัยสุโขทัยประเทศไทยและศรีลังกามีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนามากเพราะพระศรีลังกา เดินทางไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาและเชื่อว่าการปฏิบัติตามพิธีวิสาขบูชาในประเทศไทย

“ในวันวิสาขบูชาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งเจ้าหน้าที่ด้านหน้าและด้านข้างทุกคนชาวสุโขทัยทุกหมู่บ้านช่วยกันทำความสะอาดตกแต่งเป็นพิเศษจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วยดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมโคมไฟส่องสว่างทั่วทั้งเมือง นมัสการ Triple Gem เป็นเวลา 3 วัน 3 คืนและสมาชิกของราชวงศ์บัพติศมาและทำการกุศลต่าง ๆ เมื่อถึงเวลาค่ำจากนั้นก็ดำเนินการกับราชวงศ์และรอคอยผู้หญิงผ่านหน้าและเจ้าหน้าที่ของรัฐ วัดที่จะไหลเวียนรอบพระพุทธรูปหลัก

ชาวสุโขทัยเชื้อเชิญกันและกันให้ดูคำเทศนาเทศนาหวยสังฆทานมอบอาหารทานบาตรพระภิกษุสามเณรบริจาคทรัพย์สินเพื่อคนยากจนเด็กกำพร้าคนยากจนคนชราคนพิการ และเต่าปลาเพื่อชีวิตสัตว์ฟรีซึ่งเชื่อกันว่าจะทำให้ผู้คนมีชีวิตยืนยาวขึ้น ”

วันวิสาขบูชา

วันวิสาขบูชา

The history of Visakha Puja today is evident in evidence from the Sukhothai period as the capital, which is assumed to be a model from Ceylon, about 420 BC. The King of Lanka conducted a Vesak ceremony to present to the Buddhists. The King of Lanka continued to follow during his reign. Although currently still operating

Sukhothai period, Thailand and Sri Lanka have a very close relationship with Buddhism because Sri Lanka Traveled to spread Buddhism and believe that the observance of Vesak in Thailand

“On the day of Visakha Puja, both the front and side officials, all people of Sukhothai, every village help to clean and decorate specially in Phra Nakhon Si Ayutthaya Province with fragrant flowers, lamps illuminated throughout the city, worshiping Triple Gem for 3 Day 3 Nights and members of the baptismal dynasty and perform various charities. At dusk, then proceed with the royal family and wait for the women. Going through the front and government officials The temple that will circulate around the main Buddha image.

Sukhothai people invite one another to see sermons, sangkhong lottery sermons, give alms, monks and novices to donate property for the poor, orphans, the poor, the elderly, the disabled. And fish turtles for free animal life, believed to make people live longer ”

 

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

วันมาฆบูชา

ประวัติของ วันมาฆบูชา ถือเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เนื่องจากเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นเมื่อ 2,500 กว่าปีที่แล้วพระพุทธเจ้าองค์โคทามะได้กล่าวสุนทรพจน์ท่ามกลางสมาพันธ์แห่งพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่

เดิมนั้นไม่มีพิธีกรรมบูชาในพระพุทธศาสนาเถรวาท จนกระทั่งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) เขาเทศนาเหตุการณ์ของพระพุทธเจ้าในวันพระจันทร์เต็มดวงของเดือนที่ 3 เนื่องจากเป็นวันที่มีความสำคัญมาก ควรประกอบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาเพื่อเป็นที่ตั้งของการนมัสการที่ซื่อสัตย์ดังนั้นจึงมีพระคุณในการจัดการมาฆบูชาพิธีของพระอาจจะคล้ายกับวันวิสาขบูชาซึ่งเป็นการปฏิบัติกุศลต่างๆและการจุดเทียนตามประเพณีของชาวพุทธในวัด ของพระแก้วมรกตและวัดต่างๆ ภายในพิธียังไม่แพร่หลาย ต่อมาความนิยมในพิธีมาฆบูชาแผ่ขยายไปทั่วราชอาณาจักร

ทุกวันนี้วันมาฆบูชาถูกประกาศให้เป็นวันหยุดราชการในประเทศไทย โดยทั้งชาวพุทธและพระบรมวงศานุวงศ์และผู้คนทำพิธีต่าง ๆ เช่นการทำบุญตักบาตรและฟังพระธรรมเทศนา จุดเทียน การไหว้พระรัตนตรัยและเหตุการณ์สำคัญที่ถือได้ว่าเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงสร้างปาฏิหาริย์ซึ่งอธิบายหลักคำสอนที่เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาคือไม่ทำสิ่งชั่วร้ายทั้งหมดเพื่อทำความดีและเพิ่มความคิด เพื่อเป็นแนวปฏิบัติของชาวพุทธทุกคน

วันมาฆบูชา

วันมาฆบูชา

The history of Makha Bucha is considered an important day of Buddhism. Due to an important event that occurred more than 2,500 years ago, the Lord Buddha Kotama delivered a speech in the midst of the Great Confederation of Buddhism.

Formerly there was no worshiping ceremony in Theravada Buddhism. Until the reign of King Mongkut (Rama 4), he preached the events of the Lord Buddha on the full moon day of the 3rd month because it is a very important day. Buddhist rituals should be performed in order to be a place of faithful worship. Therefore, there is merit in the management of Makha Bucha. The ritual may be similar to Visakha Puja Day, which is a various charitable practices and lighting candles according to the Buddhist traditions in the temple. Of the Emerald Buddha and various temples The ceremony was not yet widespread. Later, the popularity of the Makha Bucha ceremony spread throughout the kingdom.

Today, Makha Bucha Day is declared a public holiday in Thailand. Both Buddhists and royalty and people perform ceremonies such as making merit, giving alms and listening to the sermon, lighting candles, paying respect to the Triple Gem and an important event that is regarded as the day when the Lord Buddha creates a miracle which describes the doctrine. The heart of Buddhism is not to do all evil to do good and increase thought. To be a practice guideline for all Buddhists

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

วันลอยกระทง

ประวัติเรื่องเล่า วันลอยกระทง เป็นหนึ่งในวันสำคัญของศาสนาฮินดูในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตกวันที่ 15 ของเดือนจันทรคติที่ 15 ตามปฏิทินจันทรคติของไทยตามปฏิทินจันทรคติล้านนามักจะตกประมาณเดือนพฤศจิกายนตามปฏิทินสุริยคติบางปีเทศกาลลอยกระทงจะตรงกับเดือนตุลาคมเช่นปี 2544 เทศกาลลอยกระทงในปีนั้นคือวันที่ 31 ตุลาคมและจะมารวมตัวกันอีกครั้งในปี 2020

ประเพณีนี้มีขึ้นเพื่อสะเดาะเคราะห์และขอขมาจากคนที่ยอมอะไรง่าย หลักฐานบางอย่างเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทบนฝั่งแม่น้ำ Namtha Mahanathi และหลักฐานบางอย่างที่แสดงว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาเสาเพื่อประเทศไทยประเพณีลอยกระทงมีกำหนดจัดขึ้นในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่อยู่ติดกับแม่น้ำลำคลองหรือแหล่งน้ำที่แตกต่างกันแต่ละพื้นที่มีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ นอกจากนี้บางประเทศยังมีเทศกาลลอยกระทงเช่นลาว

วันลอยกระทงมักจะจัดขึ้นในตอนท้ายของวันเข้าพรรษา (วันที่ 15 ของเดือนจันทรคติในเดือนจันทรคติที่ 11) ในเทศกาลทางจันทรคติของลาว ประเทศกัมพูชามี 2 กระทงกรายคือลอยกระทงหลวงในกลางเดือน 11 คนจะทำกระทงเล็ก ๆ และบรรจุอาหาร ในช่วงกลางของเดือนที่ 12 จะมีกระทงขนาดใหญ่ประชาชนจะไม่ทำมันและกระทงนี้จะมีอาหารเช่นกัน ด้วยคติประจำใจที่จะส่งบุญไปที่เปรตญินเทศกาลน้ำมีการเฉลิมฉลองด้วยการแข่งเรือยาว

การแสดงดอกไม้ไฟจัดขึ้นทุกปีตั้งแต่เย็นวันที่ 14 เย็นวันที่ 15 จนถึงคืนที่ 1 ของเดือนพฤศจิกายน ในประเทศพม่าในวันลอยกระทงผู้คนจะทำกระทงประดับเช่นดอกบัวติดธูปเทียนและเป็นที่นิยมในการตกแต่งเล็บผมหรือใส่เหรียญ ในกระทงจากนั้นนำไปลอยในแหล่งน้ำในพื้นที่ใกล้ทะเลลอยกระทงเป็นที่นิยมตามแนวชายฝั่ง เชื่อว่าเป็นโชคไม่ดีนอกจากนี้มีความเชื่อกันว่าลอยกระทงเป็นที่บูชาและแก้ตัวจากการให้อภัยพระแม่คงคา

วันลอยกระทง

วันลอยกระทง

The history of Loy Krathong day stories It is one of the important days of Hinduism in Thailand and Southeast Asia.It falls on the 15th day of the 15th lunar month, according to the Thai lunar calendar, according to the Lanna lunar calendar.It usually falls around November, according to the solar calendar. October, such as the year 2001. The Loy Krathong Festival that year is October 31 and will gather again in 2020.

This tradition is meant to exorcise and ask forgiveness from the Ganga. Some evidence is believed to be the worship of the Buddha’s footprint on the banks of the Namtha Mahanathi River and some evidence showing that it is the worship of Phra Upakut Arhat or Phra Maha Sao for Thailand. Loi Krathong traditions are scheduled to be held in all areas throughout the country. Especially in areas adjacent to rivers, canals or different water sources, each area has interesting characteristics. In addition, some countries also have Loi Krathong festivals such as Laos.

Loi Krathong Day is usually held at the end of Khao Phansa Day (the 15th day of the lunar month in the 11th lunar month) in the Lunar Festival of Laos. Cambodia has 2 krathongs, namely Loi Krathong Luang. In the middle of 11 people will make small Krathongs and pack food. In the middle of the 12th month there will be a large Krathong. People will not cook it and this Krathong will have food as well. With the motto of sending merit to the jinn, the water festival is celebrated by long boat races.

 

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

อาณาจักรอยุธยา

ประวัติสำคัญของ อาณาจักรอยุธยา เป็นอาณาจักรของคนไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงปี พ.ศ. 2436 ถึง พ.ศ. 2310 เมื่อสมัยอยุธยาเคยเป็นศูนย์กลางของอำนาจหรือเมืองหลวง นอกจากนี้ยังมีความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายประเทศถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศเช่นจีนเวียดนามอินเดียญี่ปุ่นเปอร์เซียรวมถึงประเทศตะวันตกเช่นโปรตุเกสสเปนเนเธอร์แลนด์เนเธอร์แลนด์ (ฮอลแลนด์) อังกฤษและฝรั่งเศส เวลาสามารถขยายอาณาเขตของพม่าไปยังรัฐฉาน อาณาจักรล้านนาจังหวัดยูนนานอาณาจักรช้างช้างอาณาจักรเขมรและคาบสมุทรมลายูในปัจจุบัน

อยุธยาเป็นเกาะที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำสามสาย: แม่น้ำป่าสักไปทางทิศตะวันออก, แม่น้ำเจ้าพระยาไปทางทิศตะวันตกและทิศใต้ และแม่น้ำลพบุรีไปทางเหนือเมื่อก่อนบริเวณนี้ไม่ใช่เกาะ แต่กิ่งอู่ทองตั้งใจขุดคูน้ำที่เชื่อมระหว่างแม่น้ำทั้งสาม

การจะเป็นป้อมปราการตามธรรมชาติกับศัตรูที่ตั้งอยุธยาอยู่ไม่ไกลจากอ่าวไทย ทำให้อยุธยาเป็นศูนย์กลางการค้ากับชาวต่างชาติ และอาจถือได้ว่า “อินเนอร์พอร์ต” เพราะเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจของภูมิภาค มีสินค้ามากกว่า 40 ชนิดจากสงครามและรัฐบรรณาการ แม้ว่าเมืองจะไม่ได้อยู่ใกล้ทะเล

มีการประเมินว่าประมาณ 2143 ปีก่อนคริสตกาลอยุธยามีประชากรประมาณ 300,000 คนและอาจจะสูงถึง 1,000,000 คน

ปัจจุบันบริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอพระนครศรีอยุธยา พระนครศรีอยุธยาพื้นที่ที่เคยเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยคืออุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา เมืองปัจจุบันถูกสร้างขึ้นใหม่ไม่กี่กิโลเมตรจากเมืองเก่า

ต้นกำเนิดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดของอาณาจักรอยุธยาอธิบายว่ารัฐไทยซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่อยุธยาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา เติบโตขึ้นจากอาณาจักรอโยธยา (ซึ่งในเวลานั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของเขมร)

และอาณาจักรสุพรรณภูมิแหล่งหนึ่งกล่าวว่าในช่วงกลางของศตวรรษที่ 14 เนื่องจากการคุกคามของโรคระบาดกษัตริย์ทองจึงย้ายศาลลงไปที่ ทางทิศใต้ ที่ราบน้ำท่วมถึงแม่น้ำเจ้าพระยาบนเกาะที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำในอดีตเคยเป็นเมืองท่าทะเลชื่ออโยธยา (อโยธยา) หรืออโยธยาศรีรามเทพนคร เมืองใหม่นี้เรียกว่ากรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยาซึ่งต่อมามักเรียกว่าอยุธยาหมายถึงเมืองที่ไม่สามารถถูกทำลายได้

อาณาจักรอยุธยา

To be a natural fortress against enemies located in Ayutthaya, not far from the Gulf of Thailand. Make Ayutthaya a center of trade with foreigners. And may be considered “Inner Port” because it is the economic center of the region There are more than 40 kinds of products from the war and the tribute state. Although the city is not near the sea

It is estimated that around 2143 BC, Ayutthaya had a population of about 300,000 people and probably as high as 1,000,000 people.

Currently, this area is a part of Phra Nakhon Si Ayutthaya District. Phra Nakhon Si Ayutthaya The area that used to be the capital of Thailand is Phra Nakhon Si Ayutthaya Historical Park. The current city was rebuilt a few kilometers from the old town.

The most widely-known origins of the Ayutthaya Kingdom explain that the Thai state, centered on Ayutthaya in the Chao Phraya River Basin Growing up from the Ayodhya kingdom (Which at that time was under the control of Cambodia)

And the Suphan Phum Kingdom said that in the middle of the 14th century, due to the threat of an epidemic, King Thong moved the court down to the south, flooding to the Chao Phraya River on an island surrounded by rivers. In the past, it used to be a port. The sea is Ayodhya (Ayodhya) or Ayodhaya Sri Ramthep Nakorn. This new city is called Bangkok, Dvaravati, Ayutthaya, which is often referred to as Ayutthaya, meaning the city that cannot be destroyed.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

อาณาจักรสุโขทัย

ราชอาณาจักรสุโขทัย เป็นรัฐในอดีตตั้งอยู่บนลุ่มแม่น้ำยมก่อตั้งขึ้นในราวศตวรรษที่ 18 ในฐานะสถานีซื้อขายของรัฐละโว้ หลังจากนั้นราวปี พ.ศ. 2343พ่อขุนบางกลางหาว และ พ่อขุนผาเมืองผนึกกำลังกันเพื่อยึดอำนาจจากกัมพูชา และสร้างความเป็นอิสระให้รัฐสุโขทัยเป็นราชอาณาจักรสุโขทัยและความเจริญรุ่งเรืองตามลำดับและถึงจุดสูงสุดในยุคพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก่อนที่จะค่อยๆหดหู่และประสบปัญหาทั้งภายนอกและภายในจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยา อาณาจักร  – อาณาจักรสุโขทัย

หลังจากที่เมืองพ่อขุนรามคำแหงอ่อนแอลง ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพญาเลอไทยและรัชสมัยของพญาไทรลื้อไทยมีการส่งกองกำลังทหารไปปราบหลายครั้ง แต่มักจะไม่ประสบความสำเร็จและการปรากฏตัวของอาณาจักรอยุธยาในภาคใต้ซึ่งได้รับผลกระทบความมั่นคงของสุโขทัยจนในที่สุดถูกขัดจังหวะจาก อยุธยาจนกระทั่งในที่สุดก็กลายเป็นหัวเมืองของอยุธยาด้วยที่ 4 มหาธรรมราชา (บรม Pala) ปกครองสุโขทัยเป็นรัฐเอกราชครั้งสุดท้ายด้วยการแทรกแซงของรัฐอยุธยาสุโขทัยจึงแบ่งออกเป็น 4 ส่วนคือ

  • เมืองสรวงสองแคว (พิษณุโลก) ซึ่งเป็นเมืองหลวงด้วยพระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมภูมิ) เป็นผู้พิทักษ์
  • สุโขทัยเป็นเมืองรองปกครองโดยพระยาราม
  • เมืองฉลอง (ศรีสัชนาลัย) มีพระยาเฉลียงเป็นผู้ปกครองเมือง
  • เมืองชากังราว (กำแพงเพชร) มีพระยาแสนสอยดาวเป็นผู้ว่าราชการของเมือง

หลังจากรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมภูมิ) พระยายุทธ์เทียนซึ่ง แต่เดิมในศรีสัชนาลัยมาเพื่อครอบครองเมืองสองแคว (พิษณุโลก) และเมื่อสมเด็จบรมราชาภิเษกกาญจนาภิเษกขึ้นไปทั่วโลก ในเวลานั้นพระยายุทธิตเธียรถูกทอดทิ้งให้รับตำแหน่งพระยาสองแควเท่านั้น เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดในช่วงวัยเด็กของเขาว่าหากการเป็นกษัตริย์จะบำรุงพระยายุทธ์ธีระให้กลายเป็นพระร่วงสุโขทัย พ.ศ. 2011

หลังจากพระยายุทธหัตถีพาสุโขทัยจากกรุงศรีอยุธยาไปยังล้านนาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วเสด็จกลับจากกรุงศรีอยุธยาไปประทับที่สรวงสรวงแคว

เช่นเดียวกับการสร้างกำแพงและคูน้ำและค่ายและการสร้างเมืองพิษณุโลกสองแควเป็นเมืองหลวงทางเหนือของอาณาจักรแทนสุโขทัยในอีกเจ็ดปีข้างหน้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึงสามารถฟื้นฟูสุโขทัยได้ แต่เหตุการณ์ในเมืองทางภาคเหนือยังไม่ได้เข้าสู่สถานะของความไว้วางใจดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะอยู่ในเมืองพิษณุโลกสองแควจนกระทั่งสิ้นสุดรัชกาลของเขาในฐานะที่เป็นจังหวัดอยุธยาก่อตั้งพระมหาอุปราชแห่งอุปราชอยุธยา หัวเมืองภาคใต้

ในฐานะที่เป็นต่างประเทศมาก่อนและมีการทำสงครามร่วมกันชาวบ้านระหว่างสุโขทัยและอยุธยาดังนั้นจึงไม่สอดคล้องกันดังนั้นจึงต้องแยกการปกครองโดยกษัตริย์อยุธยาจะจัดตั้งลูกชายหรือน้องชายหรือญาติพี่น้องที่มีเชื้อสายของสุโขทัยปกครองพิษณุโลก เป็นเมืองหลวงทางเหนือและควบคุมทุกอำเภอทางภาคเหนือ

อาณาจักรสุโขทัย

อาณาจักรสุโขทัย

Sukhothai Kingdom Is a former state located on the Yom River basin, founded in the 18th century as a trading station of the Lavo state. After about 2343 BC, King Klang Hao and Pho Khun Pha Mueang joined forces to seize power from Cambodia. And to create independence for the Sukhothai state to be the Kingdom of Sukhothai and prosperity, respectively, and to the peak of the era of King Ramkhamhaeng the Great before gradually depressing and experiencing external and internal problems until becoming a part of Ayutthaya Kingdom – Kingdom Sukhothai

After the King Ramkhamhaeng was weakened That occurred during the reign of Phaya Le Thai and the reign of Phaya Thai Lue Thai, the military was sent to subdue several times. But often unsuccessful and the appearance of the Ayutthaya Kingdom in the south, which affected the stability of Sukhothai until finally was interrupted by Ayutthaya until eventually became the districts of Ayutthaya as well. The 4th Maha Thammaracha (Borom Pala) ruled Sukhothai as the last independent state. With the intervention of the Ayutthaya state, Sukhothai is divided into 4 parts which are

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

โศกนาฏกรรม ลิฟต์แดง

เรื่องเล่า และข้อมูล โศกนาฏกรรม ลิฟต์แดง ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยตามตำนานในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 (วันสังหารนกพิราบ) ในขณะที่กลุ่มนักเรียนกำลังรวมตัวกันเพื่อส่งข้อเรียกร้องทางการเมืองทันใดนั้นก็มีทหารตำรวจ (แครกเกอร์) หลายคนบุกเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อล้างนักเรียนอย่างไร้ความปราณี

มีกลุ่มนักเรียนหนีลิฟท์ในมหาวิทยาลัย หวังว่าจะรอดจากการไล่ล่า แต่ไม่สามารถหลบหนีจากเงื้อมมือของคนตายได้เพราะทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดขึ้นพวกเขาทั้งหมดก็ถูกทุบตีจนตาย เลือดกระจายไปทั่วยก ต่อมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำการปรับปรุงและทำความสะอาดในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นลิฟท์ แต่วิธีการทำความสะอาดคราบเลือดที่เปื้อนก็ไม่ได้ถูกชะล้างออกไป ดังนั้นจึงทาสีลิฟต์ให้เป็นสีแดงและได้รับการขนานนามว่า “ลิฟต์สีแดง” เป็นต้นไป มหาวิทยาลัยก็ใช้มันเหมือนปกติ

เรื่องราว โศกนาฏกรรม ลิฟต์แดง

ความสยองขวัญของลิฟท์ที่ทั้งนักเรียนและครูได้สัมผัสกับเหตุการณ์ที่น่าขนลุกเช่นบางคนเข้าไปในลิฟต์คนเดียว หลังจากช่วงเวลาสั้น ๆ เขาสามารถเห็นทุกคนในลิฟต์หรือทันทีที่ขึ้นลิฟต์นักเรียนเดินเข้ามาพร้อมกับเลือดที่ไหลไปตามทางไม่แม้แต่จะยิ่งใหญ่และคราบเลือดสีแดงที่หลายคนอ้างว่าเคยเจอมาแล้ว!

ขณะนี้ลิฟต์สีแดงถูกลบออกแล้ว เนื่องจากสภาพทรุดโทรมและนำลิฟต์ใหม่มาทดแทนอย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยยังคงรักษา “ประตูลิฟต์สีแดง” อย่างแท้จริง โดยนำไปไว้ที่ด้านหลังของบันไดจากชั้น 4 ถึงชั้น 5 ของคณะศิลปศาสตร์จนถึงทุกวันนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงการสูญเสียนักเรียนผู้บริสุทธิ์สำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต

โศกนาฏกรรม ลิฟต์แดง

The story and information about the red lift tragedy that has to be inscribed in Thai history, according to legend, on the morning of October 6, 1976 (Day of Pigeon Slaughter), while a group of students were gathering to submit political demands. Many police (crackers) raided Thammasat University. To clean the students mercilessly

There is a group of students escaping the elevator in the university. Hope to survive the chase But unable to escape from the clutches of the dead, because as soon as the elevator doors opened, they all were beaten to death. Blood spread all over. Later, Thammasat University has improved and cleaned all aspects, such as elevators. But the method of cleaning blood stains has not been washed away. Therefore the elevator was painted red and was dubbed the “red elevator” onwards. The university uses it as usual.

a story

The horror of the lift in which both students and teachers experience creepy events such as someone entering the elevator alone. After a short time, he could see everyone on the elevator or immediately on the elevator.Students walked in with the blood flowing along the way, not even big and the red blood stains that many claimed to have experienced!

At this time, the red elevator has been removed. Due to deteriorating conditions and replacing the new elevators. However, the university still maintains Truly “Red Elevator Door” by placing it at the back of the stairs from the 4th floor to the 5th floor of the Faculty of Liberal Arts to this day to commemorate the loss of innocent students for future generations.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

สงครามท่าดินแดง

สงครามท่าดินแดง เป็นสงครามระหว่างไทยกับพม่า ในช่วงรัชสมัยของพระพุทธเจ้ายอดฟ้าจุฬาลงกรณ์มหาราชในปี พ.ศ. 2329 สงครามครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามเก้ากองทัพในปี พ.ศ. 2328 เมื่อกองทัพพม่าของพระผังพุงเข้ามาในจุดตรวจเจดีย์สาม ร่างกายสูญเสียกลยุทธ์ไทยจึงต้องถอนพระพุฒาจากนั้นปรับแผนบุกประเทศไทย กับกองทัพพ่ายแพ้ที่จะกลับมารวมตัวกันที่เมืองทวายและมาตามาและเปลี่ยนเป็นขบวนทหารขนาดใหญ่ในทางเดียวผ่านด่านเจดีย์สามองค์

ปลายฤดูฝนพระภิกษุพุงงจึงมอบชานดาสุริยอุปราช (เสียชีวิตก่อนรัชกาลที่ 5) นำทหาร 50,000 นายบุกเข้ามาในดินแดนไทยเพื่อรวบรวมเสบียงและเตรียมเส้นทางที่สะดวกในการเดินขบวนมหาอุปราชได้แบ่งกองกำลังออกเป็น 3 ฝ่าย เมียนมาร์มีส่วนร่วมกับชายพม่า

ซึ่งถูกสกัดกั้นที่สถานีสะเดาและเอาชนะไทยคุ้มพล 30,000 ถูกแยกออกจากตำแหน่งที่ท่าดินแดงและสามสบมหาราชส่วนตัวมีค่ายกักกัน 20,000 ตั้งค่ายรอทัพใหญ่ของพระเจ้าปดุงอยู่ที่ลำห้วยกษัตริย์ใกล้กับด่านเจดีย์สามองค์

พม่าเข้ามาตั้งค่ายใหญ่ที่ท่าดินแดงและสามสบแข็งแรงแน่นหนาด้วยค่ายเล็ก ๆ ดึงเครื่องมือจัดฟันขุดสนามเพลาะดูแลปกป้องเก็บเสบียงเก็บยุ้งฉางสร้างสะพานข้ามห้วยฮ่อหว้า สำหรับกองทัพใหญ่ดังที่ปรากฏในหนังสือของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดยอดฟ้าจุฬาลงกรณ์มหาราชาใน “นิราษฎร์ท่าดินแดง” ได้กล่าว

ค่าพม่าตั้งอยู่ท่าดินแดง            ตกแต่งค่ายรายไว้ถ้วนถี่

ทั้งเสบียงอาหารสารพัดมี       ดั่งสร้างสรรค์ธานีทุกประการ

มีทั้งพ่อค้ามาขาย                   ร้านรายกระท่อมพลทุกสถาน

ร้อยเส้นมีฉางวางค่าย             ถ่ายเสบียงอาหารทุกแห่ง

แล้วตั้งกองร้อยอยู่คอยคน     จนตำบลสามสบครบครัน

อันค่ายคูประตูกอรบ               ตบแต่งสารพัดเป็นที่มั่น

ตั้งขวากหนามเขื่อนคูป้องกัน    เป็นขั้นขั้นอันดับมากมาย”

สงครามท่าดินแดง

Tha Din Daeng War Is a war between Thailand and Burma During the reign of Lord Yodfa, Chulalongkorn the Great in 1786, this war was the result of the Nine Army War in 1785 when the Burmese army of Phra Phang Belly entered the Chedi Sam checkpoint. The body lost its Thai strategy and therefore had to withdraw Phra Phutta and then adjust the plan to invade Thailand. With the defeated army returning to Dawei and Matama and converting into a large military procession in one way through the three pagodas

At the end of the rainy season, the monk Punggung gave the viceroy Suriy Viceroy. (Died before Rama 5) brought 50,000 troops into the Thai territory to gather supplies and prepare a convenient route to march. The Viceroy divided the army into 3 divisions. Myanmar participated with the Burmese men.

30,000 were separated from the positions at Tha Din Daeng and Sam Sop Maharat. There were 20,000 concentration camps, awaiting the large army of Phra Padung at the King’s Creek near the Three Pagodas Pass.

Burma came to set up a large camp at Tha Din Daeng and Sam Sob is strong, with a small camp, pulling braces, dig trenches, take care, protect, store supplies, store barns, build bridges over Huai Ho Wa.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

จารึกพ่อขุนรามคำแหง

จารึกพ่อขุนรามคำแหง

จารึกพ่อขุนรามคำแหง  หรือจารึกที่ 1 เป็นศิลาจารึกที่บันทึกประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย (ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ขณะที่พระสงฆ์ถูกบวชเป็นผู้ค้นพบพระเค็ดเขือเดือน 8 วันที่ 3 จ 1214 ตรงกับวันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2377 หรือ 2376 ที่ปราสาทเขาเมืองเก่าสุโขทัยอำเภอเมืองสุโขทัยจังหวัดสุโขทัยจุดเด่นของจัตุรัสรูปทรงกระโจมคือความสูง 111 เซนติเมตรและหนา 35 เซนติเมตร เป็นหินทรายละเอียดละเอียด พร้อมจารึกทั้งสี่ด้านปัจจุบันจัดเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครกรุงเทพฯ

เนื้อหาของจารึกสามารถแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนที่หนึ่งบรรทัดที่ 1 ถึง 18 เป็นเรื่องราวของประวัติพ่อขุนรามคำแหงตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งใช้คำว่า “กู” มาใช้ ส่วนที่ 2 ไม่ได้ใช้คำว่า “คู” แต่ใช้ว่า “พ่อขุนรามคำแหง” บอกเหตุการณ์และประเพณีในสุโขทัยและส่วนที่สามจากด้านที่ 4 บรรทัดที่ 12 ถึงบรรทัดสุดท้าย มีตัวอักษรที่แตกต่างจากส่วนที่ 1 และ 2 ดังนั้นควรเขียนในภายหลัง เป็นที่สรรเสริญและให้เกียรติพระรามคำแหงและกล่าวถึงอาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัย

จารึกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2003 โดยยูเนสโกอธิบายว่า [คำจารึกนี้] เป็นมรดกของเอกสารระดับโลก เพราะมันให้ข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับประเด็นสำคัญหลายประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโลกไม่เพียง แต่บันทึกการประดิษฐ์ตัวอักษรไทยซึ่งเป็นรากฐานของตัวอักษรที่ใช้โดยคนหกสิบล้านคนในประเทศไทยทุกวันนี้คำอธิบายโดยละเอียดและหายากของสุโขทัยศตวรรษที่ 13 รัฐไทยยังคงสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าสากลที่หลายรัฐในโลกถือครองอยู่ทุกวันนี้

มีคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของจารึกบางส่วนหรือทั้งหมด พิริยะไกรฤกษ์นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาไทยให้ความเห็นว่าการใช้สระในศิลาจารึกนี้แสดงให้เห็นว่าผู้สร้างได้รับอิทธิพลจากระบบเสียงพยัญชนะยุโรป เขาสรุปว่าศิลาจารึกนี้บางคนแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 หรือไม่นานก่อนหน้านั้น

นักวิชาการไม่เห็นด้วยกับความน่าเชื่อถือของหินนี้ ผู้เขียนบางคนอ้างว่าจารึกทั้งหมดถูกแต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 บางคนอ้างว่า 17 บรรทัดแรกเป็นจริง บางคนอ้างว่าจารึกเขียนโดยเจ้าชายไทย นักวิชาการไทยส่วนใหญ่ยังคงมีความน่าเชื่อถือของศิลาจารึกนี้ จารึกและภาพลักษณ์ของสังคมสุโขทัยในจินตนาการยังคงเป็นหัวใจของชาตินิยมไทยและนักวิชาการชาวอังกฤษ Michael Wright ชี้ให้เห็นว่าอาจมีการปลอมแปลงศิลาจารึกทำให้เขาถูกคุกคามด้วยการเนรเทศตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย

สำหรับจิราภรณ์อรัญญานาคเขียนบทความแสดงให้เห็นว่าศิลาจารึกแรกได้ผ่านกระบวนการสลายตัวเป็นเวลาหลายร้อยปี ใกล้กับศิลาจารึกหมายเลข 3 หลักที่ 45 และกล่าวถึงหลักของ Chi Pheasant ไม่ได้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4

จารึกพ่อขุนรามคำแหง

จารึกพ่อขุนรามคำแหง

King Ramkhamhaeng inscription or inscription 1 is an inscription that records the history of the Sukhothai period. (Later King Mongkut), while the monks were ordained as discoverers of Phra Khet Khuea. The 8th day, Day 3 Mon 1214 corresponds to Friday, January 17, 1834 or 2376 at Khao Mueang Old Sukhothai Castle. Mueang Sukhothai District, Sukhothai Province. The highlight of the marquee-shaped square is 111 centimeters tall and 35 centimeters thick. It is fine sandstone. With inscriptions on all four sides, currently stored at the National Museum, Bangkok

The contents of the inscription can be divided into three parts. The first part, lines 1 through 18, is the story of Ramkhamhaeng’s history from birth until using the word “Koo”. The second part does not use the word “Khoo” but uses “King Ramkhamhaeng” to tell the events and traditions in Sukhothai. And the third part from the 4th side, line 12 to the last line There are characters that are different from sections 1 and 2, so should be written later. Is a praise and honor to Ramkhamhaeng and speaks of the territory of the Sukhothai Kingdom

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

ประวัติสงครามโลกครั้งที่สอง

ประวัติสงครามโลกครั้งที่สอง

ประวัติสงครามโลกครั้งที่สอง ที่สองมันเป็นสงครามระดับโลกที่กินเวลาตั้งแต่ปี 1939 ถึง 1945 ประเทศส่วนใหญ่ในโลกมีส่วนร่วม รวมถึงมหาอำนาจทั้งหมดแบ่งออกเป็นสองพันธมิตรพันธมิตรทางทหาร

เป็นพันธมิตรและอำนาจฝ่ายอักษะมันเป็นสงครามที่กว้างที่สุดในประวัติศาสตร์โดยมีทหารกว่า 100 ล้านคนจากกว่า 30 ประเทศเข้าร่วมโดยตรง สงครามครั้งนี้โดดเด่นด้วย “สงครามรวม” เป็นประเทศที่เข้าร่วมหลักที่นำไปสู่ความสามารถทางเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ทั้งหมดสำหรับความพยายามในการทำสงครามโดยการเอาเส้นแบ่งระหว่างทรัพยากรทางแพ่งและทางทหารประมาณการว่าสงครามมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐโดยประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตระหว่าง 50 และ 85 ล้านคนในทุกประการสงครามโลกครั้งที่สอง . ใช้เงินทุนมากที่สุดและอัตราการเสียชีวิตที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์

ประวัติสงครามโลกครั้งที่สอง

World War II, it was a global war that lasted from 1939 to 1945. Most countries in the world were involved. Including all the superpowers, divided into two alliances, military alliances

Being an ally and the Axis powers, it is the widest war in history, with over 100 million soldiers from more than 30 countries directly participating. This war is characterized by “total war” as the main participating countries that contribute to economic capability.

The entire industry and science for war effort by removing the line between civil and military resources estimates that the war is worth about $ 1 trillion. It is estimated that there are between 50 and 85 million deaths in all respects. World War II. Uses the most funds and the highest death rate in human history.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

ประวัติเหตุการณ์ 14 ตุลา

ประวัติ เหตุการณ์ 14 ตุลา

เหตุการณ์ 14 ตุลา หรือวันมหาวิปโยคเป็นเหตุการณ์ความต้องการของประชาชนที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มันเป็นเหตุการณ์ที่มีนักเรียนและประชาชนมากกว่า 500,000 คนรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการ จอมพลถนอมกิตติขจรนำไปสู่การที่รัฐบาลสั่งให้ใช้กำลังทหารปราบปราม ระหว่างวันที่ 14 และ 15 ตุลาคม 2516 มีผู้เสียชีวิตกว่า 77 รายบาดเจ็บ 857 รายและอีกหลายรายสูญหาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นด้วยเหตุผลหลายประการที่สะสมไว้ก่อนหน้านี้ทั้งข่าวการทุจริตของรัฐบาลการค้นหาสัตว์ป่าจากสวนสาธารณะในเฮลิคอปเตอร์ทหารการถ่ายโอนอำนาจของจอมพลถนอมกิตติขจรต่อไปหลังจากจอมพลสฤษดิ์ ธ นะรัชต์ในระหว่างที่รัฐบาลทหารได้ปกครองประเทศ เกือบ 15 ปีและรวมถึงการรัฐประหารเมื่อปี 2514 ซึ่งเป็นต้นเหตุของความเบื่อหน่ายของรัฐบาล ในระบอบเผด็จการทหารและต้องการเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

การประท้วงเริ่มขึ้นอย่างเด่นชัดเมื่อได้รับการตีพิมพ์ “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” เปิดตัวทำให้เกิดความสนใจในหมู่ประชาชน ไปยังการแจกจ่ายใบปลิวที่ต้องการรัฐธรรมนูญของนักเรียนในสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯจนกระทั่งถูกจับกุมโดยทหารภายหลังเรียกว่า “การประท้วงตามรัฐธรรมนูญ 13 ครั้ง”

ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากต่อฝูงนักศึกษาและประชาชนเป็นอย่างมากการประท้วงเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อประท้วงเดินบนถนนราชดำเนินกับคนจำนวนมากค่อยๆเข้าร่วมทำให้รัฐบาลยุบการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากจนกระทั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรและสมเด็จพระศรีนครินทราบพระราชดำรัสทางโทรทัศน์พร้อมกับภารกิจเฉพาะของไทยสำหรับเหตุการณ์นี้ในเวลาต่อมาจอมพลถนอมกิตติขจรประกาศลาออกและเดินทางไปต่างประเทศ ณรงค์กิตติขจรและจอมพลประภาประภาจารุเสถียรกลุ่มคนในสมัยนั้นเรียกว่า “ทรราช 3 คน”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมเป็นการประท้วงต่อสาธารณชนครั้งแรกที่เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทยอย่างประสบความสำเร็จ จนกระทั่งมันกลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนในประเทศอื่น ๆ ให้ติดตามในภายหลังเช่นในเกาหลีใต้ในช่วงการจลาจลในกวางจู

เหตุการณ์ 14 ตุลา

The event of October 14 or Maha Wisakha Puja is an event that needs people in the history of Thai politics. It was an event where more than 500,000 students and citizens gathered to claim the constitution from an authoritarian government. Field Marshal Thanom Kittikachorn led to the government order to use military force to suppress. Between 14 and 15 October 1973, more than 77 people died, 857 injuries and many others were lost.

This happened for a variety of reasons previously accumulated, including news of government corruption, search for wildlife from parks in military helicopters, the transfer of Marshal Thanom Kittikachorn’s power to continue after Marshal Saritthana.

The protests began to show prominently when published. “Secret Memo from the Big Field” debut, causing interest among the public To the distribution of leaflets that require the constitution of students in various locations in Bangkok until arrested by the military, later called “13 constitutional protests”

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google