อาณาจักรสุโขทัย

ราชอาณาจักรสุโขทัย เป็นรัฐในอดีตตั้งอยู่บนลุ่มแม่น้ำยมก่อตั้งขึ้นในราวศตวรรษที่ 18 ในฐานะสถานีซื้อขายของรัฐละโว้ หลังจากนั้นราวปี พ.ศ. 2343พ่อขุนบางกลางหาว และ พ่อขุนผาเมืองผนึกกำลังกันเพื่อยึดอำนาจจากกัมพูชา และสร้างความเป็นอิสระให้รัฐสุโขทัยเป็นราชอาณาจักรสุโขทัยและความเจริญรุ่งเรืองตามลำดับและถึงจุดสูงสุดในยุคพ่อขุนรามคำแหงมหาราชก่อนที่จะค่อยๆหดหู่และประสบปัญหาทั้งภายนอกและภายในจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอยุธยา อาณาจักร  – อาณาจักรสุโขทัย

หลังจากที่เมืองพ่อขุนรามคำแหงอ่อนแอลง ที่เกิดขึ้นในรัชสมัยของพญาเลอไทยและรัชสมัยของพญาไทรลื้อไทยมีการส่งกองกำลังทหารไปปราบหลายครั้ง แต่มักจะไม่ประสบความสำเร็จและการปรากฏตัวของอาณาจักรอยุธยาในภาคใต้ซึ่งได้รับผลกระทบความมั่นคงของสุโขทัยจนในที่สุดถูกขัดจังหวะจาก อยุธยาจนกระทั่งในที่สุดก็กลายเป็นหัวเมืองของอยุธยาด้วยที่ 4 มหาธรรมราชา (บรม Pala) ปกครองสุโขทัยเป็นรัฐเอกราชครั้งสุดท้ายด้วยการแทรกแซงของรัฐอยุธยาสุโขทัยจึงแบ่งออกเป็น 4 ส่วนคือ

  • เมืองสรวงสองแคว (พิษณุโลก) ซึ่งเป็นเมืองหลวงด้วยพระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมภูมิ) เป็นผู้พิทักษ์
  • สุโขทัยเป็นเมืองรองปกครองโดยพระยาราม
  • เมืองฉลอง (ศรีสัชนาลัย) มีพระยาเฉลียงเป็นผู้ปกครองเมือง
  • เมืองชากังราว (กำแพงเพชร) มีพระยาแสนสอยดาวเป็นผู้ว่าราชการของเมือง

หลังจากรัชสมัยของพระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมภูมิ) พระยายุทธ์เทียนซึ่ง แต่เดิมในศรีสัชนาลัยมาเพื่อครอบครองเมืองสองแคว (พิษณุโลก) และเมื่อสมเด็จบรมราชาภิเษกกาญจนาภิเษกขึ้นไปทั่วโลก ในเวลานั้นพระยายุทธิตเธียรถูกทอดทิ้งให้รับตำแหน่งพระยาสองแควเท่านั้น เพราะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงคิดในช่วงวัยเด็กของเขาว่าหากการเป็นกษัตริย์จะบำรุงพระยายุทธ์ธีระให้กลายเป็นพระร่วงสุโขทัย พ.ศ. 2011

หลังจากพระยายุทธหัตถีพาสุโขทัยจากกรุงศรีอยุธยาไปยังล้านนาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้วเสด็จกลับจากกรุงศรีอยุธยาไปประทับที่สรวงสรวงแคว

เช่นเดียวกับการสร้างกำแพงและคูน้ำและค่ายและการสร้างเมืองพิษณุโลกสองแควเป็นเมืองหลวงทางเหนือของอาณาจักรแทนสุโขทัยในอีกเจ็ดปีข้างหน้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึงสามารถฟื้นฟูสุโขทัยได้ แต่เหตุการณ์ในเมืองทางภาคเหนือยังไม่ได้เข้าสู่สถานะของความไว้วางใจดังนั้นจึงตัดสินใจที่จะอยู่ในเมืองพิษณุโลกสองแควจนกระทั่งสิ้นสุดรัชกาลของเขาในฐานะที่เป็นจังหวัดอยุธยาก่อตั้งพระมหาอุปราชแห่งอุปราชอยุธยา หัวเมืองภาคใต้

ในฐานะที่เป็นต่างประเทศมาก่อนและมีการทำสงครามร่วมกันชาวบ้านระหว่างสุโขทัยและอยุธยาดังนั้นจึงไม่สอดคล้องกันดังนั้นจึงต้องแยกการปกครองโดยกษัตริย์อยุธยาจะจัดตั้งลูกชายหรือน้องชายหรือญาติพี่น้องที่มีเชื้อสายของสุโขทัยปกครองพิษณุโลก เป็นเมืองหลวงทางเหนือและควบคุมทุกอำเภอทางภาคเหนือ

อาณาจักรสุโขทัย

อาณาจักรสุโขทัย

Sukhothai Kingdom Is a former state located on the Yom River basin, founded in the 18th century as a trading station of the Lavo state. After about 2343 BC, King Klang Hao and Pho Khun Pha Mueang joined forces to seize power from Cambodia. And to create independence for the Sukhothai state to be the Kingdom of Sukhothai and prosperity, respectively, and to the peak of the era of King Ramkhamhaeng the Great before gradually depressing and experiencing external and internal problems until becoming a part of Ayutthaya Kingdom – Kingdom Sukhothai

After the King Ramkhamhaeng was weakened That occurred during the reign of Phaya Le Thai and the reign of Phaya Thai Lue Thai, the military was sent to subdue several times. But often unsuccessful and the appearance of the Ayutthaya Kingdom in the south, which affected the stability of Sukhothai until finally was interrupted by Ayutthaya until eventually became the districts of Ayutthaya as well. The 4th Maha Thammaracha (Borom Pala) ruled Sukhothai as the last independent state. With the intervention of the Ayutthaya state, Sukhothai is divided into 4 parts which are

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

โศกนาฏกรรม ลิฟต์แดง

เรื่องเล่า และข้อมูล โศกนาฏกรรม ลิฟต์แดง ที่ต้องจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทยตามตำนานในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 (วันสังหารนกพิราบ) ในขณะที่กลุ่มนักเรียนกำลังรวมตัวกันเพื่อส่งข้อเรียกร้องทางการเมืองทันใดนั้นก็มีทหารตำรวจ (แครกเกอร์) หลายคนบุกเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อล้างนักเรียนอย่างไร้ความปราณี

มีกลุ่มนักเรียนหนีลิฟท์ในมหาวิทยาลัย หวังว่าจะรอดจากการไล่ล่า แต่ไม่สามารถหลบหนีจากเงื้อมมือของคนตายได้เพราะทันทีที่ประตูลิฟต์เปิดขึ้นพวกเขาทั้งหมดก็ถูกทุบตีจนตาย เลือดกระจายไปทั่วยก ต่อมามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำการปรับปรุงและทำความสะอาดในทุกด้านไม่ว่าจะเป็นลิฟท์ แต่วิธีการทำความสะอาดคราบเลือดที่เปื้อนก็ไม่ได้ถูกชะล้างออกไป ดังนั้นจึงทาสีลิฟต์ให้เป็นสีแดงและได้รับการขนานนามว่า “ลิฟต์สีแดง” เป็นต้นไป มหาวิทยาลัยก็ใช้มันเหมือนปกติ

เรื่องราว โศกนาฏกรรม ลิฟต์แดง

ความสยองขวัญของลิฟท์ที่ทั้งนักเรียนและครูได้สัมผัสกับเหตุการณ์ที่น่าขนลุกเช่นบางคนเข้าไปในลิฟต์คนเดียว หลังจากช่วงเวลาสั้น ๆ เขาสามารถเห็นทุกคนในลิฟต์หรือทันทีที่ขึ้นลิฟต์นักเรียนเดินเข้ามาพร้อมกับเลือดที่ไหลไปตามทางไม่แม้แต่จะยิ่งใหญ่และคราบเลือดสีแดงที่หลายคนอ้างว่าเคยเจอมาแล้ว!

ขณะนี้ลิฟต์สีแดงถูกลบออกแล้ว เนื่องจากสภาพทรุดโทรมและนำลิฟต์ใหม่มาทดแทนอย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยยังคงรักษา “ประตูลิฟต์สีแดง” อย่างแท้จริง โดยนำไปไว้ที่ด้านหลังของบันไดจากชั้น 4 ถึงชั้น 5 ของคณะศิลปศาสตร์จนถึงทุกวันนี้เพื่อเป็นการระลึกถึงการสูญเสียนักเรียนผู้บริสุทธิ์สำหรับคนรุ่นต่อไปในอนาคต

โศกนาฏกรรม ลิฟต์แดง

The story and information about the red lift tragedy that has to be inscribed in Thai history, according to legend, on the morning of October 6, 1976 (Day of Pigeon Slaughter), while a group of students were gathering to submit political demands. Many police (crackers) raided Thammasat University. To clean the students mercilessly

There is a group of students escaping the elevator in the university. Hope to survive the chase But unable to escape from the clutches of the dead, because as soon as the elevator doors opened, they all were beaten to death. Blood spread all over. Later, Thammasat University has improved and cleaned all aspects, such as elevators. But the method of cleaning blood stains has not been washed away. Therefore the elevator was painted red and was dubbed the “red elevator” onwards. The university uses it as usual.

a story

The horror of the lift in which both students and teachers experience creepy events such as someone entering the elevator alone. After a short time, he could see everyone on the elevator or immediately on the elevator.Students walked in with the blood flowing along the way, not even big and the red blood stains that many claimed to have experienced!

At this time, the red elevator has been removed. Due to deteriorating conditions and replacing the new elevators. However, the university still maintains Truly “Red Elevator Door” by placing it at the back of the stairs from the 4th floor to the 5th floor of the Faculty of Liberal Arts to this day to commemorate the loss of innocent students for future generations.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

สงครามท่าดินแดง

สงครามท่าดินแดง เป็นสงครามระหว่างไทยกับพม่า ในช่วงรัชสมัยของพระพุทธเจ้ายอดฟ้าจุฬาลงกรณ์มหาราชในปี พ.ศ. 2329 สงครามครั้งนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากสงครามเก้ากองทัพในปี พ.ศ. 2328 เมื่อกองทัพพม่าของพระผังพุงเข้ามาในจุดตรวจเจดีย์สาม ร่างกายสูญเสียกลยุทธ์ไทยจึงต้องถอนพระพุฒาจากนั้นปรับแผนบุกประเทศไทย กับกองทัพพ่ายแพ้ที่จะกลับมารวมตัวกันที่เมืองทวายและมาตามาและเปลี่ยนเป็นขบวนทหารขนาดใหญ่ในทางเดียวผ่านด่านเจดีย์สามองค์

ปลายฤดูฝนพระภิกษุพุงงจึงมอบชานดาสุริยอุปราช (เสียชีวิตก่อนรัชกาลที่ 5) นำทหาร 50,000 นายบุกเข้ามาในดินแดนไทยเพื่อรวบรวมเสบียงและเตรียมเส้นทางที่สะดวกในการเดินขบวนมหาอุปราชได้แบ่งกองกำลังออกเป็น 3 ฝ่าย เมียนมาร์มีส่วนร่วมกับชายพม่า

ซึ่งถูกสกัดกั้นที่สถานีสะเดาและเอาชนะไทยคุ้มพล 30,000 ถูกแยกออกจากตำแหน่งที่ท่าดินแดงและสามสบมหาราชส่วนตัวมีค่ายกักกัน 20,000 ตั้งค่ายรอทัพใหญ่ของพระเจ้าปดุงอยู่ที่ลำห้วยกษัตริย์ใกล้กับด่านเจดีย์สามองค์

พม่าเข้ามาตั้งค่ายใหญ่ที่ท่าดินแดงและสามสบแข็งแรงแน่นหนาด้วยค่ายเล็ก ๆ ดึงเครื่องมือจัดฟันขุดสนามเพลาะดูแลปกป้องเก็บเสบียงเก็บยุ้งฉางสร้างสะพานข้ามห้วยฮ่อหว้า สำหรับกองทัพใหญ่ดังที่ปรากฏในหนังสือของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดยอดฟ้าจุฬาลงกรณ์มหาราชาใน “นิราษฎร์ท่าดินแดง” ได้กล่าว

ค่าพม่าตั้งอยู่ท่าดินแดง            ตกแต่งค่ายรายไว้ถ้วนถี่

ทั้งเสบียงอาหารสารพัดมี       ดั่งสร้างสรรค์ธานีทุกประการ

มีทั้งพ่อค้ามาขาย                   ร้านรายกระท่อมพลทุกสถาน

ร้อยเส้นมีฉางวางค่าย             ถ่ายเสบียงอาหารทุกแห่ง

แล้วตั้งกองร้อยอยู่คอยคน     จนตำบลสามสบครบครัน

อันค่ายคูประตูกอรบ               ตบแต่งสารพัดเป็นที่มั่น

ตั้งขวากหนามเขื่อนคูป้องกัน    เป็นขั้นขั้นอันดับมากมาย”

สงครามท่าดินแดง

Tha Din Daeng War Is a war between Thailand and Burma During the reign of Lord Yodfa, Chulalongkorn the Great in 1786, this war was the result of the Nine Army War in 1785 when the Burmese army of Phra Phang Belly entered the Chedi Sam checkpoint. The body lost its Thai strategy and therefore had to withdraw Phra Phutta and then adjust the plan to invade Thailand. With the defeated army returning to Dawei and Matama and converting into a large military procession in one way through the three pagodas

At the end of the rainy season, the monk Punggung gave the viceroy Suriy Viceroy. (Died before Rama 5) brought 50,000 troops into the Thai territory to gather supplies and prepare a convenient route to march. The Viceroy divided the army into 3 divisions. Myanmar participated with the Burmese men.

30,000 were separated from the positions at Tha Din Daeng and Sam Sop Maharat. There were 20,000 concentration camps, awaiting the large army of Phra Padung at the King’s Creek near the Three Pagodas Pass.

Burma came to set up a large camp at Tha Din Daeng and Sam Sob is strong, with a small camp, pulling braces, dig trenches, take care, protect, store supplies, store barns, build bridges over Huai Ho Wa.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

จารึกพ่อขุนรามคำแหง

จารึกพ่อขุนรามคำแหง

จารึกพ่อขุนรามคำแหง  หรือจารึกที่ 1 เป็นศิลาจารึกที่บันทึกประวัติศาสตร์สมัยสุโขทัย (ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว) ขณะที่พระสงฆ์ถูกบวชเป็นผู้ค้นพบพระเค็ดเขือเดือน 8 วันที่ 3 จ 1214 ตรงกับวันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2377 หรือ 2376 ที่ปราสาทเขาเมืองเก่าสุโขทัยอำเภอเมืองสุโขทัยจังหวัดสุโขทัยจุดเด่นของจัตุรัสรูปทรงกระโจมคือความสูง 111 เซนติเมตรและหนา 35 เซนติเมตร เป็นหินทรายละเอียดละเอียด พร้อมจารึกทั้งสี่ด้านปัจจุบันจัดเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครกรุงเทพฯ

เนื้อหาของจารึกสามารถแบ่งออกเป็นสามส่วน ส่วนที่หนึ่งบรรทัดที่ 1 ถึง 18 เป็นเรื่องราวของประวัติพ่อขุนรามคำแหงตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งใช้คำว่า “กู” มาใช้ ส่วนที่ 2 ไม่ได้ใช้คำว่า “คู” แต่ใช้ว่า “พ่อขุนรามคำแหง” บอกเหตุการณ์และประเพณีในสุโขทัยและส่วนที่สามจากด้านที่ 4 บรรทัดที่ 12 ถึงบรรทัดสุดท้าย มีตัวอักษรที่แตกต่างจากส่วนที่ 1 และ 2 ดังนั้นควรเขียนในภายหลัง เป็นที่สรรเสริญและให้เกียรติพระรามคำแหงและกล่าวถึงอาณาเขตของอาณาจักรสุโขทัย

จารึกได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในปี 2003 โดยยูเนสโกอธิบายว่า [คำจารึกนี้] เป็นมรดกของเอกสารระดับโลก เพราะมันให้ข้อมูลที่มีค่าเกี่ยวกับประเด็นสำคัญหลายประการเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมโลกไม่เพียง แต่บันทึกการประดิษฐ์ตัวอักษรไทยซึ่งเป็นรากฐานของตัวอักษรที่ใช้โดยคนหกสิบล้านคนในประเทศไทยทุกวันนี้คำอธิบายโดยละเอียดและหายากของสุโขทัยศตวรรษที่ 13 รัฐไทยยังคงสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าสากลที่หลายรัฐในโลกถือครองอยู่ทุกวันนี้

มีคำถามเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของจารึกบางส่วนหรือทั้งหมด พิริยะไกรฤกษ์นักวิชาการจากสถาบันการศึกษาไทยให้ความเห็นว่าการใช้สระในศิลาจารึกนี้แสดงให้เห็นว่าผู้สร้างได้รับอิทธิพลจากระบบเสียงพยัญชนะยุโรป เขาสรุปว่าศิลาจารึกนี้บางคนแต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 หรือไม่นานก่อนหน้านั้น

นักวิชาการไม่เห็นด้วยกับความน่าเชื่อถือของหินนี้ ผู้เขียนบางคนอ้างว่าจารึกทั้งหมดถูกแต่งขึ้นในศตวรรษที่ 19 บางคนอ้างว่า 17 บรรทัดแรกเป็นจริง บางคนอ้างว่าจารึกเขียนโดยเจ้าชายไทย นักวิชาการไทยส่วนใหญ่ยังคงมีความน่าเชื่อถือของศิลาจารึกนี้ จารึกและภาพลักษณ์ของสังคมสุโขทัยในจินตนาการยังคงเป็นหัวใจของชาตินิยมไทยและนักวิชาการชาวอังกฤษ Michael Wright ชี้ให้เห็นว่าอาจมีการปลอมแปลงศิลาจารึกทำให้เขาถูกคุกคามด้วยการเนรเทศตามกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทย

สำหรับจิราภรณ์อรัญญานาคเขียนบทความแสดงให้เห็นว่าศิลาจารึกแรกได้ผ่านกระบวนการสลายตัวเป็นเวลาหลายร้อยปี ใกล้กับศิลาจารึกหมายเลข 3 หลักที่ 45 และกล่าวถึงหลักของ Chi Pheasant ไม่ได้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4

จารึกพ่อขุนรามคำแหง

จารึกพ่อขุนรามคำแหง

King Ramkhamhaeng inscription or inscription 1 is an inscription that records the history of the Sukhothai period. (Later King Mongkut), while the monks were ordained as discoverers of Phra Khet Khuea. The 8th day, Day 3 Mon 1214 corresponds to Friday, January 17, 1834 or 2376 at Khao Mueang Old Sukhothai Castle. Mueang Sukhothai District, Sukhothai Province. The highlight of the marquee-shaped square is 111 centimeters tall and 35 centimeters thick. It is fine sandstone. With inscriptions on all four sides, currently stored at the National Museum, Bangkok

The contents of the inscription can be divided into three parts. The first part, lines 1 through 18, is the story of Ramkhamhaeng’s history from birth until using the word “Koo”. The second part does not use the word “Khoo” but uses “King Ramkhamhaeng” to tell the events and traditions in Sukhothai. And the third part from the 4th side, line 12 to the last line There are characters that are different from sections 1 and 2, so should be written later. Is a praise and honor to Ramkhamhaeng and speaks of the territory of the Sukhothai Kingdom

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

ประวัติสงครามโลกครั้งที่สอง

ประวัติสงครามโลกครั้งที่สอง

ประวัติสงครามโลกครั้งที่สอง ที่สองมันเป็นสงครามระดับโลกที่กินเวลาตั้งแต่ปี 1939 ถึง 1945 ประเทศส่วนใหญ่ในโลกมีส่วนร่วม รวมถึงมหาอำนาจทั้งหมดแบ่งออกเป็นสองพันธมิตรพันธมิตรทางทหาร

เป็นพันธมิตรและอำนาจฝ่ายอักษะมันเป็นสงครามที่กว้างที่สุดในประวัติศาสตร์โดยมีทหารกว่า 100 ล้านคนจากกว่า 30 ประเทศเข้าร่วมโดยตรง สงครามครั้งนี้โดดเด่นด้วย “สงครามรวม” เป็นประเทศที่เข้าร่วมหลักที่นำไปสู่ความสามารถทางเศรษฐกิจ

อุตสาหกรรมและวิทยาศาสตร์ทั้งหมดสำหรับความพยายามในการทำสงครามโดยการเอาเส้นแบ่งระหว่างทรัพยากรทางแพ่งและทางทหารประมาณการว่าสงครามมีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐโดยประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตระหว่าง 50 และ 85 ล้านคนในทุกประการสงครามโลกครั้งที่สอง . ใช้เงินทุนมากที่สุดและอัตราการเสียชีวิตที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์

ประวัติสงครามโลกครั้งที่สอง

World War II, it was a global war that lasted from 1939 to 1945. Most countries in the world were involved. Including all the superpowers, divided into two alliances, military alliances

Being an ally and the Axis powers, it is the widest war in history, with over 100 million soldiers from more than 30 countries directly participating. This war is characterized by “total war” as the main participating countries that contribute to economic capability.

The entire industry and science for war effort by removing the line between civil and military resources estimates that the war is worth about $ 1 trillion. It is estimated that there are between 50 and 85 million deaths in all respects. World War II. Uses the most funds and the highest death rate in human history.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

ประวัติเหตุการณ์ 14 ตุลา

ประวัติ เหตุการณ์ 14 ตุลา

เหตุการณ์ 14 ตุลา หรือวันมหาวิปโยคเป็นเหตุการณ์ความต้องการของประชาชนที่สำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มันเป็นเหตุการณ์ที่มีนักเรียนและประชาชนมากกว่า 500,000 คนรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลเผด็จการ จอมพลถนอมกิตติขจรนำไปสู่การที่รัฐบาลสั่งให้ใช้กำลังทหารปราบปราม ระหว่างวันที่ 14 และ 15 ตุลาคม 2516 มีผู้เสียชีวิตกว่า 77 รายบาดเจ็บ 857 รายและอีกหลายรายสูญหาย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นด้วยเหตุผลหลายประการที่สะสมไว้ก่อนหน้านี้ทั้งข่าวการทุจริตของรัฐบาลการค้นหาสัตว์ป่าจากสวนสาธารณะในเฮลิคอปเตอร์ทหารการถ่ายโอนอำนาจของจอมพลถนอมกิตติขจรต่อไปหลังจากจอมพลสฤษดิ์ ธ นะรัชต์ในระหว่างที่รัฐบาลทหารได้ปกครองประเทศ เกือบ 15 ปีและรวมถึงการรัฐประหารเมื่อปี 2514 ซึ่งเป็นต้นเหตุของความเบื่อหน่ายของรัฐบาล ในระบอบเผด็จการทหารและต้องการเรียกร้องรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น

การประท้วงเริ่มขึ้นอย่างเด่นชัดเมื่อได้รับการตีพิมพ์ “บันทึกลับจากทุ่งใหญ่” เปิดตัวทำให้เกิดความสนใจในหมู่ประชาชน ไปยังการแจกจ่ายใบปลิวที่ต้องการรัฐธรรมนูญของนักเรียนในสถานที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพฯจนกระทั่งถูกจับกุมโดยทหารภายหลังเรียกว่า “การประท้วงตามรัฐธรรมนูญ 13 ครั้ง”

ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างมากต่อฝูงนักศึกษาและประชาชนเป็นอย่างมากการประท้วงเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อประท้วงเดินบนถนนราชดำเนินกับคนจำนวนมากค่อยๆเข้าร่วมทำให้รัฐบาลยุบการชุมนุมจนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากจนกระทั่งเมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตรและสมเด็จพระศรีนครินทราบพระราชดำรัสทางโทรทัศน์พร้อมกับภารกิจเฉพาะของไทยสำหรับเหตุการณ์นี้ในเวลาต่อมาจอมพลถนอมกิตติขจรประกาศลาออกและเดินทางไปต่างประเทศ ณรงค์กิตติขจรและจอมพลประภาประภาจารุเสถียรกลุ่มคนในสมัยนั้นเรียกว่า “ทรราช 3 คน”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 ตุลาคมเป็นการประท้วงต่อสาธารณชนครั้งแรกที่เรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทยอย่างประสบความสำเร็จ จนกระทั่งมันกลายเป็นแรงบันดาลใจสำหรับคนในประเทศอื่น ๆ ให้ติดตามในภายหลังเช่นในเกาหลีใต้ในช่วงการจลาจลในกวางจู

เหตุการณ์ 14 ตุลา

The event of October 14 or Maha Wisakha Puja is an event that needs people in the history of Thai politics. It was an event where more than 500,000 students and citizens gathered to claim the constitution from an authoritarian government. Field Marshal Thanom Kittikachorn led to the government order to use military force to suppress. Between 14 and 15 October 1973, more than 77 people died, 857 injuries and many others were lost.

This happened for a variety of reasons previously accumulated, including news of government corruption, search for wildlife from parks in military helicopters, the transfer of Marshal Thanom Kittikachorn’s power to continue after Marshal Saritthana.

The protests began to show prominently when published. “Secret Memo from the Big Field” debut, causing interest among the public To the distribution of leaflets that require the constitution of students in various locations in Bangkok until arrested by the military, later called “13 constitutional protests”

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

ประวัติเส้นทางสายไหม

เส้นทางสายไหม

เส้นทางสายไหม เป็นเส้นทางการค้าและวัฒนธรรมที่เป็นศูนย์กลางของการมีปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมผ่านภูมิภาคเอเชียที่เชื่อมต่อทางตะวันตกและตะวันออกโดยเชื่อมต่อพ่อค้าพ่อค้าผู้แสวงบุญทหารเร่ร่อนและคนไร้บ้าน และชาวเมืองจากจีนและอินเดียไปจนถึงทะเลเมดิเตอร์เรเนียนในช่วงเวลาต่าง ๆ

เส้นทางสายไหมยาว 6,437 กิโลเมตร (4,000 ไมล์) ซึ่งตั้งชื่อตามการค้าผ้าไหมจีนที่ทำกำไรได้มาก เริ่มต้นในราชวงศ์ฮั่น (206 ปีก่อน – 220 AD) ราชวงศ์ฮั่นขยายเส้นทางการค้าในเอเชียกลางประมาณ 114 ปีก่อนคริสต์ศักราชส่วนใหญ่ผ่านภารกิจทางการทูตและการสำรวจผู้แทนทางการทูตของจักรวรรดิ จีนจางเชี่ยนสนใจในความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์และขยายกำแพงเพื่อประกันเส้นทางการค้านี้

การค้าขายบนเส้นทางสายไหมเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับการพัฒนาอารยธรรมจีน อนุทวีปอินเดีย, เปอร์เซีย, ยุโรปและคาบสมุทรอาหรับโดยการเปิดปฏิสัมพันธ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจระยะยาวระหว่างอารยธรรม

แม้กระทั่งผ้าไหมเป็นผลิตภัณฑ์หลักจากประเทศจีน แต่ก็ยังมีการค้าขายในสินค้าอื่น ๆ อีกมากมายศาสนาปรัชญาความเชื่อและเทคโนโลยีต่าง ๆ จนกระทั่งโรคไปตามเส้นทางสายไหมนอกเหนือจากการค้าทางเศรษฐกิจเส้นทางสายไหมยังใช้เป็นการค้าทางวัฒนธรรม ท่ามกลางอารยธรรมตามเครือข่ายเส้นทาง

พ่อค้าหลักในสมัยโบราณคือจีนเปอร์เซียกรีกซีเรียโรมันอาร์เมเนียอินเดียและ Bactrian และจากศตวรรษที่ 5 ถึง 8 เป็น Sogdian ในช่วงที่ศาสนาอิสลามเติบโต พ่อค้าอาหรับก็ประสบความสำเร็จ

ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกครั้งที่ 38 ที่โดฮากาตาร์มีมติให้ลงทะเบียนเส้นทางสายไหมในประเทศจีนคาซัคสถานและคีร์กีซสถาน เป็นแหล่งมรดกโลกภายใต้ชื่อ Silk Road: Chang An-Tian Shan เครือข่ายฉนวนกันความร้อนโดยให้เหตุผลว่าเส้นทางนี้ได้รับการยอมรับว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ เป็นเส้นทางการสื่อสารโบราณระหว่างตะวันออกและตะวันตก

เส้นทางสายไหม

Silk Road It is a trade and cultural road that is the center of cultural interaction through the Asian region that connects the west and the east, connecting merchants, merchants, pilgrims, homeless and homeless people. And citizens from China and India to the Mediterranean at various times

The 6,437 kilometer (4,000 mile) Silk Road, named after the very profitable Chinese silk trade Beginning in the Han Dynasty (206 years ago – 220 AD), the Han Dynasty expanded trade routes in Central Asia for about 114 BC, mainly through diplomatic missions and surveys of diplomatic representatives of the empire. China, Zhang Qian is interested in product safety and extends the wall to insure this trade route.

Trade on the Silk Road is an important factor for the development of Chinese civilization. Indian Subcontinent, Persia, Europe and the Arabian Peninsula by opening long-term political and economic interaction between civilizations

Even silk is the main product from China But there is still trade in many other products, religion, philosophy, beliefs, and technology, until diseases along the Silk Road. In addition to economic trade, the Silk Road is also used as a cultural trade. In the midst of civilization along the route network

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

ประวัติศาสตร์ประเทศไทย

ประวัติศาสตร์ประเทศไทย

ประวัติศาสตร์ประเทศไทย เชื่อว่ามนุษย์มีชีวิตอยู่อย่างถาวรในดินแดนปัจจุบันของประเทศไทยประมาณ 40,000 ปี ชาวมอญกัมพูชาและมลายูปกครองพื้นที่นั้นด้วยอาณาจักรที่มีขนาดใหญ่เช่นฟูนันทวาราวดีหริภุญชัยจักรวรรดิเขมร

แ บรรพบุรุษของชาวสยามในปัจจุบันซึ่งเป็นของคนไท – ไท่อาศัยอยู่ในพื้นที่เดียนเบียนฟูระหว่างศตวรรษที่ 5 และ 8 และเริ่มอาศัยอยู่ในดินแดนของไทยในศตวรรษที่ 11

รัฐไทยเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 13 ราวปี พ.ศ. 2323 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงรวบรวมกบฏต่อต้านกัมพูชา และก่อตั้งอาณาจักรสุโขทัยขึ้นเหนือ พญามังรายก่อตั้งอาณาจักรล้านนาในปี พ.ศ. 2382 โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่รวบรวมแว่นตาระดับภูมิภาคในลุ่มน้ำปิง

ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างสหพันธ์ก่อตั้งขึ้นที่เพชรบุรีสุพรรณบุรีลพบุรีและอยุธยาในศตวรรษที่ 11 นักประวัติศาสตร์กระแสหลักมักเลือกเมืองสุโขทัยเป็นเมืองหลวงแรกของคนไทย

ประวัติศาสตร์ประเทศไทย

ประวัติศาสตร์ประเทศไทย

Believe that humans live permanently in the current territory of Thailand for about 40,000 years. Mon, Cambodian and Malay people ruled that area With a large empire such as Funan, Dvaravati, Hariphunchai, Collected regional glasses in the Ping River BasinKhmer Empire

And follow Porn Link The current Thai Siamese ancestors, which belonged to the Tai-Tai people, lived in the Dien Bien Phu area between the 5th and 8th centuries and began to live in the territory of Thailand in the 11th century.

The Thai state occurred in the 13th century. Around the year 1780, some King Klang Hao gather rebellion against Cambodia. And established the Sukhothai Kingdom northward. Phaya Mangrai established the Lanna Kingdom in 1839, centered in Chiang Mai Collected regional glasses in the Ping River Basin

In the lower Chao Phraya River Basin, the federation was established in Phetchaburi, Suphanburi, Lopburi and Ayutthaya in the 11th century. Mainstream historians tend to choose Sukhothai as the first capital of the Thai people.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google