ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของไทย

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของไทย มนุษย์ในปัจจุบันปรากฏตัวครั้งแรกบนโลกระหว่าง 400,000 ถึง 250,000ปี ก่อนในช่วงยุคหินหลังจากวิวัฒนาการของมนุษย์มายาวนาน ทั้งทักษะและ เครื่องมือของมนุษย์มีมาก่อน โฮโม อีเร็กตัส รู้วิธีใช้ไฟเพื่อให้ความร้อนและปรุงอาหาร นอกจากนี้มนุษย์สมัยใหม่ได้พัฒนาทั้ง ภาษา และ ยังคงมีพิธีกรรมหลังจากที่เสียชีวิตและยังมีการ เริ่มใช้ชีวิตด้วยการตามล่าหาเก็บของ และ กลายเป็นสังคมเร่ร่อน

มนุษย์ในปัจจุบันหรือ โฮโมซา เริ่มแพร่กระจายจากแอฟริกา ไปยังพื้นที่ของยุโรปและเอเชีย ซึ่งยังไม่มีน้ำแข็งปกคลุมมากมายขนาดปัจจุบัน และ ได้ขยายสู่อเมริกาเหนือ และ โอเชียเนียในช่วงยุคน้ำแข็งสุดท้ายเข้าสู่จุดสูงสุดเมื่ออุณหภูมิของดินแดนระหว่างซีกโลกอบอุ่นกับขั้วโลก เริ่มลดลงและไม่สามารถอยู่ได้ มนุษย์หยุดขยายตัวไปทางเหนือและใต้ แต่มุ่งเน้นไปที่ภูมิภาคที่ไม่มีน้ำแข็งซึ่งครอบคลุมทั่วทั้งดาวเคราะห์ในช่วง 12,000 ปีที่ผ่านมา

การปฏิวัติทางการเกษตรเริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 10,000 ปีก่อนคริสตกาล การทำฟาร์มเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการจัดการ และสร้างอาหารส่วนเกินจากการบริโภคส่งผลให้การค้าการเกษตรสร้างระบบเมืองเป็นครั้งแรกทำให้เกิดการค้าการผลิตและพลังทางการเมืองสำหรับผู้ที่ไม่ได้ผลิตในภาคเกษตร

ยุคก่อนประวัติศาสตร์ของไทย

Humans today first appeared on Earth between 400,000 and 250,000 years ago during the Stone Age. After a long human evolution, both human skills and tools existed before, Homo Erethus knew how to use fire to make Heat and cook In addition, modern humans have developed their language and still have rituals after their deaths. Start living life by hunting for things and becoming a stray society.

Humans today or Homosa began to spread from Africa. To areas of Europe and Asia Which does not have much ice cover to the present size and has extended to North America and Oceania during the last ice age to the peak when the temperature of the land between the warm hemisphere and the polar Began to fall and could not live Humans stopped expanding north and south. But focused on the frozen region that has covered the entire planet over 12,000 years.

The agricultural revolution began for the first time in 10,000 BC. Farming is the beginning of a management system. And creating excess food from consumption, resulting in agricultural trade creating the first urban system, resulting in trade, production and political power for those who do not produce agriculture.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

เจดีย์ชเวดากอง

ตามตำนาน เจดีย์ชเวดากอง สร้างขึ้นเมื่อ 2,500 ปีก่อน แต่นักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีเชื่อว่ามันถูกสร้างขึ้นระหว่างศตวรรษที่ 6 ถึง 10 และชาวมอญ จากทางตอนเหนือของเนินเขาสิงคุตระ ได้ไปเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระองค์จึงประทานพระเกศาให้พ่อค้าทั้งสองมา 8 เส้น พ่อค้าทั้งสองกลับไปพม่าและได้รับความช่วยเหลือจากผู้ปกครองท้องถิ่น ระราชาโอะกะลาปะ ในการประดิษฐานพระเกศาธาตุบริเวณเนินเขาสิงคุตระ

เจดีย์ถูกทอดทิ้งและเสื่อมโทรมจนถึงศตวรรษที่ 14 พระยาอู่ ฟื้นฟูเจดีย์เป็นความสูง 18 เมตร ในศตวรรษถัดไป พระนางเชซอบู ได้ปรับปรุงเจดีย์ให้มีความสูง 40 เมตรเปลี่ยนเนินเขาที่ซึ่งเจดีย์ตั้งอยู่ที่ฐานของเจดีย์ด้วยขั้นบันไดและวางด้านบนของ ฐานกับแผ่นหิน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดรักษาเจดีย์เพื่อให้ดำเนินการต่อไปที่ถ้ำเจดีย์ ผู้ครองราชย์หลังจากสละราชบัลลังก์

ในช่วงสุดท้ายของชีวิตของเธอ เธอป่วย และได้รับคำสั่งให้วางแท่นรองนอนซึ่งเขาสามารถเห็นเจดีย์ได้ตลอดเวลา มีจารึกมอญบันทึกการบูรณะเจดีย์ที่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1436 จนกระทั่งการเสร็จสิ้นการครองราชย์ของกษัตริย์ถ้ำเจดีย์เมื่อต้นศตวรรษที่ 16 ต่อมาเจดีย์ ชเวดากองกลายเป็นสถานที่แสวงบุญ ของชาวพุทธที่มีชื่อเสียงที่สุดในพม่า

เจดีย์ชเวดากอง

เจดีย์ชเวดากอง

According to the legend of Shwedagon Pagoda Built 2,500 years ago, but historians and archaeologists believe that it was built between the 6th and 10th centuries, and the Mon people from the northern part of the Singkhut Hill. Went to see the Lord Buddha His Highness gave the child to the 8 merchants. They both returned to Burma and received assistance from local rulers. Racha Okala Pa In the enshrining of the hairs at the Singkhut Hill.

The pagoda was abandoned and deteriorated until the 14th century. Phraya U restored the pagoda to an altitude of 18 meters. In the next century, Queen Chesubu renovated the pagoda to a height of 40 meters. Change the hill where the pagoda is located at the base of the pagoda. With steps and put on top of Base with stone slabs His Majesty the King has graciously preserved the pagoda to proceed to the Chedi Cave. Reign after renouncing the throne.

During the last part of her life, she was ill and was ordered to place a sleeping pad where he could see the pagoda at all times. There is an inscription on the record of the restoration of the pagoda that began in the year 1436 until the completion of the reign of King Tham Chedi at the beginning of the 16th century. Later, the Shwedagon pagoda became a place of pilgrimage. Of the most famous Buddhists in Myanmar.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

พระยาพิชัยดาบหัก

พระยาพิชัยดาบหัก เป็นขุนนางในสมัยอยุธยาตอนปลายและธนบุรี ปรากฏตัวในพงศาวดารเพราะเขาเป็นทหารทหารในใจกลางของกษัตริย์ธนบุรี และเป็นผู้สนับสนุนความเป็นอิสระของไทยหลังสมัยอยุธยาครั้งที่สอง มีชื่อเสียงในด้านความกตัญญูและความกล้าหาญ

ชื่อเดิมของเขาคือ จ้อย ที่บ้านห้วยขาอำเภอพิชัยจังหวัดอุตรดิตถ์ ในสมัยอยุธยาตอนปลายศึกษากับพระครูวัดมหาธาตุ หรือ วัดใหญ่เมืองพิชัย ต่อมาชอยเปลี่ยนชื่อเป็นทองดีหรือทองดีด้วยฟันขาว มีความสามารถและชื่อเสียงที่ยอดเยี่ยมทั้งในการชกมวยและดาบ จนกระทั่งเข้ารับราชการกับพระธนบุรีตั้งแต่ดำรงตำแหน่งพระยาตากต่อมาทองดีได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้คุ้มกันที่มีชื่อ “หลวงพิชัยอาสา” เมื่อรับราชการด้วยบุญก็รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองวรวิหารพระยาสีห์ ของพิชัยซึ่งได้รับยศเจ้าพระยาสุรสีห์เสมอ

หลังจากที่ศัตรูเข้ามาโจมตีพิชัย 2 ครั้งในการรบครั้งที่ 2 พระยาพิชัยได้นำดาบสองเล่มมาต่อสู้จนกว่าดาบจะทะลุด้านหนึ่ง และสามารถบันทึกเมืองได้ดังนั้นจึงได้รับสมญานามว่า “พระยาพิชัยดาบหัก”

พระยาพิชัยดาบหัก

พระยาพิชัยดาบหัก

Phraya Phichai Daphak was a noble in the late Ayutthaya and Thonburi periods. Appeared in the chronicles because he was a soldier, a soldier in the heart of King Thonburi And was a supporter of independence of Thailand after the second Ayutthaya period Famous for gratitude and courage.

His former name is Koi at Ban Huai Kha, Phichai District, Uttaradit Province. During the late Ayutthaya period, studied with the provost of Wat Mahathat or Wat Yai, Mueang Phichai. Next, Choi changed his name to Thong Dee or Thong Dee with white teeth.

Has excellent ability and reputation in boxing and swords Until entering government service with Phra Thon Buri since holding the position of Phraya Tak. Later, Thong Dee was appointed as a bodyguard with the name “Luang Pichai Asa”, when civil service with merit, was appointed governor of the Worachai Si Worawihan. Of Pichai, which always received the rank of Chao Phraya Surasi.

After enemies attacked Pichai 2 times in the 2nd battle, Phraya Pichai brought two swords to fight until the sword broke through one side. And able to save the city, therefore receiving the nickname “Phraya Pichai Daphak”

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

เมืองอยุธยา

ต้นกำเนิดที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดของ เมืองอยุธยา อธิบายว่ารัฐไทยซึ่งมีศูนย์กลางอยู่ที่อยุธยาในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาเติบโตมาจากอาณาจักรลาวา (ซึ่งในเวลานั้นอยู่ภายใต้การควบคุมของเขมร)

และอาณาจักรสุพรรณบุรีแหล่งหนึ่งกล่าวว่าในช่วงกลางศตวรรษที่ 14 เนื่องจากการคุกคามของโรคระบาดกษัตริย์ทองจึงย้ายราชสำนักลงไปทางทิศใต้ ที่ราบน้ำท่วมถึงแม่น้ำเจ้าพระยาบนเกาะที่ล้อมรอบด้วยแม่น้ำในอดีตเคยเป็นเมืองท่าเรือทะเลชื่ออโยธยาหรืออโยธยาศรีรามเทพนคร เมืองใหม่นี้เรียกว่ากรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยาซึ่งต่อมามักเรียกว่าอยุธยาหมายถึงเมืองที่ไม่สามารถถูกทำลายได้

พระเทพเขตปกครองอธิบายว่าคนไทยเริ่มตั้งถิ่นฐานอยู่ตรงกลาง และส่วนล่างของแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของสังขละบุรีอโยธยาเสนานครและกุมภ ต่อมาราวปลายศตวรรษที่ 19 อาณาจักรเขมรและสุโขทัยเริ่มเสื่อมถอยลง

อู่ทองตัดสินใจย้ายเมืองและสร้างเมืองใหม่โดยส่งกลุ่มผู้สร้างไปยังอินเดียและเลียนแบบแผนเมืองอโยธยาเพื่อสร้างและสร้างชื่อพระนครศรีอยุธยา

เมืองอยุธยา

เมืองอยุธยา

The most widely acknowledged origins of the Ayutthaya Kingdom explain that the Thai state, which is centered on Ayutthaya in the Chao Phraya River Basin, Growing up from the Lavo Kingdom (Which at the time was under Khmer’s control)

And Suphannaphum Kingdom One source states that In the middle of the 14th century, because of the threat of an epidemic King Thong therefore moved the royal court down to the south. Also flooded plains of the Chao Phraya River On an island surrounded by rivers In the past, it used to be the sea port city named Ayodhya or Ayodhya Sri Ramthep Nakorn. This new city is called Bangkok Dvaravati Sri Ayutthaya Which later is often called Ayutthaya means a city that cannot be destroyed.

Thepthanakhet monk explained that Thai people began to settle in the middle. And the lower part of the Chao Phraya River since the 18th century. It was also the site of Sangkhaburi, Ayothaya, Sena, Nakorn and Kumpo. Later, around the end of the 19th century, the Khmer

and Sukhothai kingdoms began to decline. U Thong decided to move the city and build a new city by sending a group of builders to India and imitating the Ayodhya city plan to build and establish the name Ayutthaya

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

ประวัติกาลิเลโอ

ประวัติกาลิเลโอ เกิดเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2107 ในเมืองปิซาประเทศ Pradita พ่อของเขาเป็นขุนนาง นักดนตรีและนักเขียนคณิตศาสตร์ที่เป็นที่รู้จักกันค่อนข้างดีพ่อของเขาชื่อ Vincenzo กาลิเลโอ กาลิเลโอได้รับการศึกษาที่เมืองปิซา กาลิเลโอเป็นนักเรียนที่ฉลาดและมีความสามารถมากมายทั้งในด้านการวาดรูปและเล่นดนตรี

และคณิตศาสตร์ พ่อของกาลิเลโอต้องการให้เขาเรียนแพทย์ที่มหาวิทยาลัยปิซา แต่กาลิเลโอสนใจวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์มากขึ้นจนกระทั่งถึงเวลาหนึ่งกาลิเลโอก็มีโอกาสได้ฟังการบรรยายทางคณิตศาสตร์ ทำให้เขาหยุดเรียนแพทย์และไปเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์แทน

การค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งแรกของกาลิเลโอเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1584 เมื่อเขากำลังฟังคำอธิษฐานในโบสถ์ เขาสังเกตเห็นโคมระย้าแขวนอยู่บนเพดานของโบสถ์ เขาจึงสงสัยว่าการแกว่งของหลอดไฟแต่ละครั้งนั้นเท่ากันหรือไม่ดังนั้นเขาจึงทดลองกับตัวจับเวลาการสั่นของหลอดไฟ

เมื่อเทียบกับชีพจรของตัวเองเพราะเขาเคยศึกษายาทำให้เขารู้ว่าจังหวะของชีพจรของแต่ละคนใช้เวลาเท่ากัน ระยะเวลาของการสวิงและการกลับมา 1 รอบจะเหมือนกันเสมอ เมื่อเขากลับถึงบ้านเขาทำการทดลองเดียวกันหลายครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าทฤษฎีที่เขาจะตั้งขึ้นนั้นถูกต้องที่สุดซึ่งผลการทดลองจะเหมือนกันทุกครั้งที่กาลิเลโอตั้งชื่อทฤษฎีลูกตุ้มนี้หรือกฎแห่งการแกว่งของนาฬิกาลูกตุ้ม

ประวัติกาลิเลโอ

Galileo was born on February 15, 1564 in Pisa, Pradita. His father was a nobleman. A well-known musician and mathematician, his father, Vincenzo Galileo, Galileo, was educated in Pisa. Galileo is a clever and talented student, both drawing and playing music.

and mathematics Galileo’s father wanted him to study medicine at the University of Pisa. But Galileo became more interested in science and mathematics, until some time Galileo had the opportunity to listen to mathematical lectures. Causing him to stop studying medicine and go to science and mathematics instead.

Galileo’s first scientific discovery occurred in 1584 when he was listening to church prayers. He noticed the chandelier hanging on the ceiling of the church. He wondered if the swing of each lamp was the same, so he experimented with the lamp shake timer.

Compared to his own pulse, because he used to study medicine, he knows that the timing of each person’s pulse takes the same amount of time. The duration of the swing and the 1 return is always the same. When he returned home he conducted the same experiment several times. In order to ensure that the theory that he will establish is the most accurate, the results will be the same every time Galileo names this pendulum theory or the law of the swing of the pendulum clock.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

พระเจ้าบุเรงนอง

ในวัยเยาว์กิ่ง บุเรงนอง เติบโตขึ้นมาพร้อมกับ พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ แม้ว่าจะไม่ใช่ญาติทางสายเลือด แต่ทั้งคู่ก็มีความสัมพันธ์แบบเดียวกับญาติ เนื่องจาก เมงเยสีหตู พ่อของ พระเจ้าบุเรงนอง เป็นบุคคลที่ได้รับการเคารพจากพระเจ้าด้วยสถานะในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษาผู้สูงศักดิ์ที่สำคัญและมีสถานะอื่น ๆ เช่นพระ พระสัสสุระ ซึ่งลูกสาวของ เมงเยสีหตู เป็นหนึ่ง ของภรรยาของพระเจ้า และพระพี่นางของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้นามว่าพระนางอตุลสิริมหาราชเทวีก็เป็นมเหสีอีกองค์หนึ่งของพระเจ้าบุเรงนองด้วยเช่นกัน

พระเจ้าบุเรงนอง ก่อนที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์เป็นผู้บัญชาการคนสำคัญของพระเจ้าโกนราชอาณาจักรชื่อของกษัตริย์ บุเรงนอง ชนะการต่อสู้ซึ่งเป็นการต่อสู้หลังจากกองทัพของกษัตริย์ พระเจ้าสการะวุตพี กษัตริย์มอญ ที่เสียกรุงหงสาวดีให้แก่พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ อันเป็นเกียรติประวัติที่เลืองลือครั้งแรก ๆ ของพระองค์

มีชื่ออื่น ๆ อีกมากมายเช่น เซงพะยูนีมยาตะเกง ภะวะเชงเมงตะยาจีพะยา หมายถึง “พระมหาธรรมราชาช้างเผือกและช้างนีม” หรือ ตะละพะเนียเธอเจาะ ซึ่งเป็นชื่อเล่นที่พบในศิลาจารึก ของชาวมอญ และตะวันตกรู้จักเขาในชื่อ ( บราจินโนโค่ )

ในสิบทิศทางนี้หมายถึงแปดทิศทางให้สอดคล้องกับความเชื่อของชาวพุทธและยังรวมถึงทิศเหนือท้องฟ้าและทิศใต้โลกใต้พิภพ

พระเจ้าบุเรงนอง ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสามของพระมหากษัตริย์ชาวพม่าในพม่าที่มีกษัตริย์นักรบผู้มีเกียรติ ในยุคของเขาอาณาจักรตองอูเป็นอาณาจักรที่แข็งแกร่งและกว้างขวางที่สุดในประวัติศาสตร์ ครอบคลุมอาณาเขตจากลุ่มน้ำอิระวดีสู่ลุ่มน้ำโขงมีรัฐต่าง ๆ มากมายในภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้เช่นหงสาวาดีลานช้างไทใหญ่เขมรหยวนอยุธยาเชียงใหม่ ฯลฯ

พระเจ้าบุเรงนอง

the father of King Bureng Nong Is a person who is respected by God as an important noble counselor and has other status, such as the Phra Sora, the daughter of Meng Jesi

Burin Nong Before becoming a king, the commander of the King of the Kingdom of Greece

There are many other names such as Sengpha Yim Yatakeng Bhawa Cheng Mengtaya Ji Phaya means “Phra Maha Dharmracha, White Elephant and Elephant Nem” or Talapani Which is a nickname found in the stone inscriptions of the Mon and Western people. Know him as (Brajin Noco).

In these ten directions, it means eight directions in accordance with Buddhist beliefs and also includes the north, the sky, and the south, the underworld.

Burin Nong Regarded as one of the three Burmese monarchs in Burma with a noble warrior king In his era, the kingdom of Toungoo was the strongest and most extensive kingdom in history.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

จักรวรรดิโรมัน

จักรวรรดิโรมัน เคยมีสมบัติมากมายรวมถึงอังกฤษและเวลส์ ยุโรปส่วนใหญ่ (ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำไรน์และเทือกเขาแอลป์ตอนใต้) ชายฝั่งของแอฟริกาเหนือเขตแดนของอียิปต์บอลข่านทะเลดำเอเชียไมเนอร์และพื้นที่ลิแวนต์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นดินแดนเหล่านี้ปัจจุบันจากตะวันตกไปตะวันออกรวมถึงโปรตุเกสสเปน อังกฤษ, ฝรั่งเศส, อิตาลี, แอลเบเนียและกรีซ, บอลข่าน, ตุรกี, เยอรมนีตะวันออกและตะวันตก ทางตอนใต้จักรวรรดิโรมันได้รวบรวมตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจุบันคือซีเรียเลบานอนอิสราเอลจอร์แดน

จากนั้นทางตะวันตกเฉียงใต้จักรวรรดิได้รวบรวมอียิปต์โบราณทั้งหมด และยังคงครอบครองชายฝั่งตะวันตกซึ่งปัจจุบันคือลิเบียตูนิเซียแอลจีเรียและโมร็อกโก จนกระทั่งทางตะวันตกของยิบรอลตาร์ประชากรทั่วไปที่อาศัยอยู่ในจักรวรรดิโรมันเรียกว่าชาวโรมัน และใช้ชีวิตภายใต้กฎหมายโรมันการขยายอำนาจของโรมันเริ่มมานานก่อนที่จะเปลี่ยนไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แ

ละมีอำนาจสูงสุดในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิ Trajan พร้อมชัยชนะเหนือ Dacia (ปัจจุบันโรมาเนียและมอลโดวา และเป็นส่วนหนึ่งของฮังการีบัลแกเรียและยูเครน) ในปี 106 AD และ Mesopotamia ในปี 116

(ซึ่งต่อมาสูญเสียดินแดนในช่วงรัชสมัยของจักรพรรดิเฮเดรียน) เมื่อมาถึงจุดนี้จักรวรรดิโรมันครอบครองดินแดน ประมาณ 5,900,000 ตารางกิโลเมตร (2,300,000 ตารางไมล์) และล้อมรอบทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ชาวโรมันเรียกทะเลนี้ว่า “แม่ทะเล” อิทธิพลของโรมันมีอิทธิพลต่อการพัฒนาภาษาศาสนาสถาปัตยกรรมปรัชญากฎหมายและระบบการเมืองจนถึงทุกวันนี้

จักรวรรดิโรมัน

จักรวรรดิโรมัน

The Roman Empire used to have many treasures, including England and Wales. Most europe (West side of the Rhine and Southern Alps) coast of North Africa, the boundary of Egypt, Balkans, Black Sea, Asia Minor and the Levant, most of these regions are present from west to east including Portugal, Spain, England. , France, Italy, Albania and Greece, Balkans, Turkey, East and West Germany In the south, the Roman Empire had gathered the Middle East. Which is currently Syria, Lebanon, Israel, Jordan.

Then, the south-west empire gathered all ancient Egypt. And still occupy the west coast, which is now Libya, Tunisia, Algeria and Morocco. Until the west of Gibraltar, the general population that lived in the Roman Empire was called the Romans. And live under Roman law. The extension of Roman power began long before the transition to absolute monarchy.

each with the highest power during the reign of Emperor Trajan, with victory over Dacia (now Romania and Moldova And is part of Hungary, Bulgaria, and Ukraine) in 106 AD and Mesopotamia in 116.

(which later lost territory during the reign of Emperor Hadrian) At this point, the Roman Empire occupied approximately 5,900,000 square kilometers (2,300,000 square miles) of land and surrounded the Mediterranean. The Romans called this sea the “mother of the sea.” Roman influence influenced the development of language, religion, architecture, philosophy, law, and political system to this day.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

อาณาจักรหงสาวดี

รัชสมัยของกษัตริย์ในปีพ. ศ. 2470-2507 อาณาจักรหงสาวดี และต่อต้านการรุกรานจากอาณาจักรอินวาได้สำเร็จ อาณาจักรของคนที่พูดภาษาพม่าจากทางเหนือในช่วงสงครามสี่สิบปีและสามารถขยายไปทางตะวันตก ราชอาณาจักรยะไข่อยู่ในอำนาจระหว่าง 2499-2507 สงครามสิ้นสุดลงอย่างเท่าเทียมกัน แต่ถือได้ว่าเป็นชัยชนะของอาณาจักรหงสาวดีซึ่งสามารถขัดขวางการจัดตั้งอาณาจักรพุกามอีกครั้งในช่วงหลายปีหลังสงครามหงหงดีช่วยรัฐส่วยทางใต้ของอินวาจักรวรรดิและอาณาจักรตองอูเพื่อประท้วงต่อต้านอินวะ .

หลังสงคราม หงสาวดี เข้าสู่ยุคทองในขณะที่ราชอาณาจักรอินวาทรุดตัวลงรอบ 2506-2516 พะโคเป็นอาณาจักรที่ทรงพลังที่สุดในบรรดาอาณาจักรทั้งหมดที่เกิดขึ้นหลังจากอาณาจักรพุกามล่มสลาย ภายใต้การปกครองของกษัตริย์หลายแห่งเช่นพญาราม 1 พระนางเฉิงสบุกษัตริย์ธรรมเจดีย์และพญาราม 2 อาณาจักรนี้มีบทบาทเชิงพาณิชย์ที่สำคัญในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดีย เป็นศูนย์กลางที่มีชื่อเสียงของพระพุทธศาสนาเถรวาทและยังมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับศรีลังกามีการปฏิรูปและสนับสนุนศาสนาจนกระทั่งแพร่กระจายไปทั่วประเทศในเวลาต่อมา

ราชอาณาจักรอ่อนแอลงเรื่อย ๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ภายใต้การรุกรานอย่างต่อเนื่องของอาณาจักรตองอูจากประเทศพม่าตอนบน King Sarawut Phi ไม่สามารถต่อต้านการรุกรานจากอาณาจักรตองอูได้ ซึ่งนำโดย อาณาจักรตองอูจากพม่าตอนบน พระเจ้าสการะวุตพี ได้เข้ายึดครองที่ราบลุ่ม และแม่น้ำอิระวดีในปี 2081–2525 และ เมาะตะมะ ในปี 2084 ราชอาณาจักรฟื้นขึ้นอีกครั้งในช่วงเวลาสั้น ๆ 2093 ปีก่อนคริสตกาลหลังจากการสิ้นพระชนม์ของ Tabang Shavati แต่มีอำนาจปกครองเมืองหงสาวดีก่อนที่จะถูกกษัตริย์ Bureengnong ถูกขับไล่ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2537

แม้ว่าพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์ ตองอู จะปกครองพม่าล่างจนถึงยุคพุทธศตวรรษที่ 23 แต่ยุคทองของอาณาจักรหงสายังคงเป็นที่จดจำของคนมอญในพม่าตอนล่าง อ่อนแอและก่อตั้งอาณาจักรหงสาวดีคนใหม่

อาณาจักรหงสาวดี

อาณาจักรหงสาวดี

King’s reign 1927-1964, successfully combined the Mon Kingdom and successfully resisted invasions from the Inwa Kingdom The kingdom of people who speak Burmese from the north during the forty years of war and can expand to the west The Kingdom of Rakhine was in power between 1956-1964. The war ended equally. It was regarded as the victory of the Hongsawadi Kingdom, which was able to prevent the establishment of Bagan kingdom again in the years after the war.Hongawadee helped the tribute states in the south of the Inwa Empire and the Tongwoo Kingdom to protest against Inwa.

After the war, Bago entered the Golden Age, while the Kingdom of Inwa collapsed around 1963-1973. Paco was the most powerful of all the kingdoms that occurred after Bagan Empire collapsed. Under the rule of many kings, such as Phaya Ram 1, Queen Chengsabu, King Dhammajedi and Phaya Ram 2, this kingdom has an important commercial role

The kingdom has gradually weakened since 1977. Under the ongoing invasion of the Kingdom of Toungoo from Upper Burma, King Sarawut Phi was unable to resist the invasion from the Kingdom of Toungoo, which was led by the Tong Kingdom. Oo from Upper Burma King Sarawut P Took over the lowland And the Irrawaddy River in 2081–2525

Although the monarch of the Toungoo dynasty ruled Lower Burma until the 23rd Buddhist era, the golden age of the Hongsa Kingdom is still remembered by the Mon people in Lower Burma. Weak and founded a new Bago Kingdom.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

สงครามกรีก เปอร์เซีย

สงครามกรีก เปอร์เซีย หรือสงครามเปอร์เซียเป็นชุดของความขัดแย้งระหว่างจักรวรรดิ จักรวรรดิอะคีเมนิด (เปอร์เซีย) และสถานะเมืองกรีกที่เกิดขึ้นในช่วงปี 499–449 ปีก่อนคริสตกาล การเริ่มต้นของความขัดแย้งเกิดขึ้นจากการพิชิตพื้นที่ไอโอเนียของไซรัสมหาราชในปี 547 ปีก่อนคริสตกาลและต่อมาได้แต่งตั้งทรราชให้ปกครอง ต่อมาในปี 499 ปีก่อนคริสตกาล จักรวรรดิอะคีเมนิด ที่ได้รับการสนับสนุนจากเปอร์เซีย

นำเข้าสู่การยึดเกาะ Naxos แต่ผู้สูงศักดิ์ล้มเหลวจากนั้นขอให้ชาวกรีกในเอเชียทำการจลาจลต่อต้านเปอร์เซียและนำไปสู่การจลาจลในไอโอเนีย นอกจากนี้ Aristothorus ยังร่วมมือกับเอเธนส์และเอริเทรียในการเผา Sardis เมืองหลวงของภูมิภาคเปอร์เซียในปี 498 ปีก่อนคริสตกาลจักรพรรดิดาริอัสมหาราชได้ส่งกองทัพไปสู้รบจนกระทั่งในปี 494 ปีก่อนคริสตกาลฝ่ายเปอร์เซียชนะการก่อการกบฏที่ยุทธการLadède พวกกบฏถูกทำให้อ่อนลงในปีต่อ ๆ มา

เพื่อป้องกันการจลาจลและการแทรกแซงใหม่รวมถึงการลงโทษการกระทำของเอเธนส์และเอริเทรียจักรพรรดิดาไรอัสยังคงทำสงครามเพื่อพิชิตกรีซทั้งหมด ชาวเปอร์เซียเริ่มบุกรุกกรีซในปี 492 ก่อนคริสต์ศักราชและประสบความสำเร็จในการยึดเทรซและไซดอน ต่อมาในปี 490 ก่อนคริสต์ศักราชกองทัพเปอร์เซียได้ข้ามทะเลอีเจียน ยึดซิซิลีและทำลาย Eritre แต่แพ้กองทัพเอเธนส์ที่ Battle of the Marathon

สงครามกรีก เปอร์เซีย

สงครามกรีก เปอร์เซีย

Greek Persian War or Persian War is a series of conflicts between empires. Achaemenid Empire (Persia) and the status of the Greek city that occurred during the years 499–449 BC. The beginning of the conflict arose from the conquest of Ionia by Cyrus the Great in 547 BC and later appointed a Tyrant to rule in 499 BC. Achilles Empire Sponsored by Persian

led to the capture of Naxos, but the nobility failed. Then asked the Greeks in Asia to oppose the Persian uprising and lead to the Ionia uprising. Aristothorus also collaborated with Athens and Eritrea. Sardis burned the capital of the Persian region in 498 BC. Emperor Darius the Great sent an army to fight until in 494 BC, the Persians won the rebellion at Soyuz. Bank of Ladède The rebels were weakened in subsequent years.

To prevent rebellion and new interventions, including punishing the actions of Athens and Eritrea, Emperor Darius continued the war to conquer all of Greece. The Persians began invading Greece in 492 BC and successfully seized Thrace and Sidon. Later, in the year 490 BC, the Persian army crossed the Aegean Sea. Capture Sicily and destroy Eritre, but lose the Athenian army at the Battle of the Marathon.

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google

พระยาพิชัยดาบหัก

พระยาพิชัยดาบหัก เป็นขุนนางในสมัยอยุธยาตอนปลายและธนบุรี ปรากฏตัวในพงศาวดารเพราะเขาเป็นทหารในใจกลางของกษัตริย์ธนบุรี และเป็นผู้มีส่วนร่วมในความเป็นอิสระของชาติไทยหลังจากการตายครั้งที่สองของอยุธยามีชื่อเสียงในด้านความกตัญญูและความกล้าหาญ

ชื่อเดิมของเขาคือ จ้อย ที่บ้านห้วยขา อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ในสมัยอยุธยาตอนปลายเรียนกับพระครูวัดมหาธาตุหรือวัดใหญ่เมืองพิชัย ต่อมาชอยเปลี่ยนชื่อเป็นทองดีหรือทองดีด้วยฟันขาว มีความสามารถและชื่อเสียงที่ยอดเยี่ยมทั้งในการชกมวยและดาบ

จนกระทั่งเข้ารับราชการกับพระธนบุรีตั้งแต่ดำรงตำแหน่งพระยาตากต่อมาทองดีได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้คุ้มกันชื่อ “หลวงพิชัยอาสา” เมื่อรับราชการด้วยบุญก็รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองวรวิหารพระยาสีห์และพระยาพิชัย ของพิชัยซึ่งได้รับยศเจ้าพระยาสุรสีห์เสมอ

หลังจากที่ศัตรูเข้ามาโจมตีพิชัย 2 ครั้งในการรบครั้งที่ 2 พระยาพิชัยได้นำดาบสองเล่มมาต่อสู้จนกว่าดาบจะทะลุด้านหนึ่ง และสามารถบันทึกเมืองได้ดังนั้นจึงได้รับฉายา “พระยาพิชัยดาบหัก”

พระยาพิชัยดาบหัก

พระยาพิชัยดาบหัก

Phraya Pichai Dap Hak Was a noble in the late Ayutthaya and Thonburi periods. Appeared in the chronicles because he was a soldier in the center of the King Thonburi And is a contributor to the independence of the Thai nation after Ayutthaya’s second death, famous for gratitude and courage.

His former name was Koi at Ban Huai Kha, Phichai District, Uttaradit Province. During the late Ayutthaya period, studied with the provost of Wat Mahathat or Wat Yai, Mueang Phichai. Later, Choi changed his name to Thong Dee or Thong Dee with white teeth. Has great ability and reputation in boxing and sword.

Until entering service with Phra Thonburi since becoming Phraya Tak. Later, Thong Dee was appointed as a bodyguard. “Luang Pichai Asa”, when civil service with merit, was appointed governor of Worawihan, Phraya Si and Phraya Pichai. Of Pichai, which always received the rank of Chao Phraya Surasi.

After enemies attacked Pichai 2 times in the 2nd battle, Phraya Pichai brought two swords to fight until the sword broke through one side. And able to save the city and therefore received the nickname “Phraya Pichai Dap Hak”

ติดตามสาระ ประวัติ ศาสตร์ชาติไทยต่อได้ที่นี่  >>>> คลิ๊ก <<<<

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก Google